
(คน(ไทย)กับสื่อ(ไทย))
ในสมัยโบราณ หากเกิดเหตุการณ์ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือแผ่นดินไหว น้ำท่วม ก็มักจะเชื่อว่าเป็นเรื่องของอาเพศ แต่เมื่อมนุษย์มีความรู้มากขึ้น ก็เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารเช่นในปัจจุบัน ก็
ดังนั้น ความรู้และการเผยแพร่ความรู้รวมทั้งวิทยาการต่างๆ จึงมีความสำคัญ และความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาคน เพื่อให้พ้นจากความเขลา ความงมงาย และมีความคิดในเชิงตรรกะ นอกเหนือไปจากความรู้ที่เทียบทันโลก อันจะเป็นการต่อยอดความคิดให้กว้างไกลออกไป ซึ่งผมคิดว่า สิ่งนี้น่าจะเป็นหน้าที่หลักของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ในความควบคุมดูแลของภาครัฐ
มีคำถามที่ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรเราจึงจะมีบุคลากรที่มีคุณภาพ หรือทำอย่างไรเราจึงจะสร้างเด็กและเยาวชนไทยให้มีความรู้ความคิดและความรับผิดชอบ แทนที่จะปล่อยให้เขะขะอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ซึ่งตามนิสัยคนไทยก็มักจะโทษโน่นโทษนี่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ โรงเรียน ครูอาจารย์ หรือสังคม ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งเหล่านั้นยังไม่มีอิทธิพลต่อความคิดและจิตใจเท่ากับภาพและเสียงที่ได้ชมได้ฟังจากสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ลองนึกดูซิครับว่า ภาพของนางอิจฉาตาเหลือกที่คอยคิดแต่จะตบตีนางเอกและแย่งชิงพระเอก ภาพการปลุกปล้ำข่มขืน ภาพการอาฆาตมาดร้าย การกลั่นแกล้งแก้แค้น การพูด-การกระทำที่ไร้ความคิดต่างๆ ที่ละครโทรทัศน์กรอกลงไปในสมองของผู้ชมทุกเมื่อเชื่อวัน หรือเสียงนักจัดรายการเพลงรายการข่าวทางสถานีวิทยุบางคน ที่พล่ามพูดเรื่องไร้สาระและตลกโลนๆ กรอกหูผู้ฟังตลอด 24 ชั่วโมง จะไม่ทำให้ผู้ชมผู้ฟังพลอยเพ้อพกฟั่นเฟือนไปด้วยได้อย่างไร
ผมไม่อยากเชื่อหรอกครับ ที่มีคนพูดว่า การที่โทรทัศน์และวิทยุเมืองไทยเป็นเช่นนี้ เพราะนักการเมืองที่มีอำนาจในบ้านเมืองต้องการให้คนไทยโง่ บ้า เซ่อ เพื่อจะได้ปกครองง่าย หรือสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุของไทยขาดจิตสำนึกของการเป็นสื่อมวลชน แต่สวมวิญญาณของพ่อค้าหน้าเลือดที่มุ่งกอบโกยผลกำไรใส่กระเป๋าตัวเองโดยปราศจากความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ปรากฏทางโทรทัศน์และวิทยุทุกวันนี้ ก็ทำให้ผมอดที่จะคล้อยตามคำพูดนั้นไม่ได้เหมือนกัน
สื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุนั้น มีบทบาทสำคัญต่อสังคม ทั้งการให้ความรู้ ความคิด และปลูกฝังทัศนคติที่ดี ยกตัวอย่างเช่น สถานีวิทยุ 1 ปณ.สมัยคุณเสงี่ยม เผ่าทองสุข สถานีวิทยุ ท.ท.ท.และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 สมัยคุณจำนง รังสิกุล ในอดีต แต่น่าประหลาดใจที่ในปัจจุบันวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสูงขึ้น แต่พัฒนาการและคุณภาพของรายการโทรทัศน์และวิทยุกลับลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ และทำหน้าที่หลักในการโฆษณาขายสินค้า
ผมไม่ได้มีแนวคิดที่จะให้รัฐยึดสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุมาดำเนินการเองหรอกนะครับ เพราะลำพังสถานีโทรทัศน์ 2-3 ช่อง ที่รัฐมีอยู่ในมือขณะนี้ก็กล้ำกลืนฝืนกินกันพอแรงอยู่แล้ว แต่ผมต้องการที่จะเห็นสื่อมวลชนแขนงนี้มีจิตสำนึกในหน้าที่และวิชาชีพและให้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันแก่ผู้ชมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หรือมิเช่นนั้น รัฐก็อาจจะนำความรู้มาสู่ประชาชนด้วยการอุทิศเวลาสถานีโทรทัศน์ของรัฐสักช่องหนึ่ง แล้วซื้อรายการข่าว รายการวิทยาการ กีฬา ศิลปวัฒนธรรม และสารคดีดีๆ ของต่างประเทศ เช่น History หรือ Discovery มาแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ที่รัฐมีอยู่ เพื่อให้เด็กๆ และคนที่ไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะเป็นสมาชิกเคเบิลทีวี ได้ดูกันฟรีๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นการยกระดับความรู้-ความคิด และจิตใจของคนไทยได้อย่างมากทีเดียวแหละครับ
พูดก็พูดเถอะครับ ผมว่าวิธีที่ผมว่านี้จะทำให้ “ไทยเข้มแข็ง” ได้รวดเร็วและจริงจังกว่า โดยไม่ต้องไปเสียเวลาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างที่แล้วๆ มา



