ข่าว

"จตุพร พรหมพันธุ์"-ยุทธวิธีชี้เป้า

"จตุพร พรหมพันธุ์"-ยุทธวิธีชี้เป้า

15 เม.ย. 2554

หลังเทศกาลสงกรานต์คงมีงานหนักที่ทำให้ "แกนนำ นปช." โดยเฉพาะ "ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ "แกนนำคนเสื้อแดง" ต้องเจอศึกหนัก หลังจาก "ปากพาจน" เกิดอาการ "เมาคน" จนปราศรัยเย้ยฟ้าท้าดินเมื่อค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิ

 อาการ "ปากพาจน" จัดหนักของ "ตู่" ส่งผลให้หลายหน่วยงานภาครัฐพากันเรียงหน้ายื่นฟ้อง "จตุพร" พร้อมพวกหลังจากเห็นว่า เนื้อหาการปราศรัยหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 โดย "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก ให้ไปแจ้งความดำเนินคดี "จตุพร" พร้อมพวกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา

 พร้อมกับเรียกร้องคนไทยกว่า 60 ล้านคนช่วยกันปกป้องบ้านเมืองและสถาบัน

 ส่วน "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) นำโดย "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ เตรียมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับ "จตุพร" กับพวกประมาณ 10 คน ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงในวันที่ 18 เมษายนนี้

 การเตรียมแจ้งความครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ถอดเทปคำปราศรัยของ "จตุพร" กับพวก พบถ้อยคำและอากัปกิริยาที่เข้าข่ายการกระทำผิดต่อกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของรัฐบาล ในการล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง

  สำหรับรายชื่อของผู้ที่อาจถูกดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดในคดีล้มเจ้า ได้แก่ "นพ.เหวง โตจิราการ, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, ขวัญชัย ไพรพนา, ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, ก่อแก้ว พิกุลทอง เป็นต้น

 สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาต มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

 หากติดตามการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ "บทบาทนำ" ของ "แกนนำคนเสื้อแดง" มีแนวโน้มว่าการปราศรัยที่อนุสาวรีย์หมิ่นเหม่มากกว่าทุกครั้ง

 ถ้อยคำของ "แกนนำ" ที่ปราศัยบนเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ดูเหมือนจะขยับ "เป้าหมาย" ในการโจมตีขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

 เป็นการปราศรัยโจมตีบุคคลที่สูงกว่า "รัฐบาล, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และองคมนตรี"

 ซึ่งการปราศรัยลักษณะนี้เคยทำมาแล้วหลายเวที เช่น ที่ จ.อุดรธานี ลำปาง แต่การพูดที่สองจังหวัดเป็นการพูดลักษณะเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาในทางกฎหมายอาจยังไม่ชัด แต่สำหรับทางการเมืองดูออกว่าถ้อยคำที่ "แกนนำคนเสื้อแดง" ปราศรัยบนเวทีมุ่งไปในจุดที่คนไทยไม่อาจยอมรับได้

 และถ้อยคำที่ปราศรัยเมื่อค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ในทางการเมืองถือว่าชัดเจนนั่นเองทำให้ "กองทัพ" ทนไม่ได้เช่นกัน
 
 เกิดคำถามว่าทำไม "แกนนำคนเสื้อแดง" จึงเลือกใช้เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยชี้เป้าว่าศัตรูของคนเสื้อแดงคือใคร

 นั่นเพราะแกนนำเสื้อแดงเห็นว่า "ช่วงเวลา" เหมาะสม เพราะใกล้เลือกตั้ง หากการเลือกตั้งมีผลคะแนนที่ใกล้เคียงกันมากหรือหากชนะการเลือกตั้งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล บรรดาแกนนำก็จะเล่นบทตีโพยตีโพย กล่าวหาว่ามีเบื้องหลัง

 ถือเป็นการปลุกมวลชนคนเสื้อแดงเพื่อเตรียมพร้อมเพื่อทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งหลังการเลือกตั้ง และการกระทำครั้งนี้อาจจะรุนแรงอย่างที่เคยพูดกันมาก้อนหน้านี้ว่า "คิดการใหญ่"

 หากเกิดขึ้นจริงก็ถือว่าเป็นกลุ่มก้อนที่มีมวลชนสนับสนุนมากที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแนวคิดนี้มานับตั้งแต่ในอดีต

 สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดนับจากนี้ไปคือ ในอดีตการปะทะกันเป็นเพราะแนวความคิดที่ไม่ตรงกัน แต่นับจากนี้ไปจะเป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มคน

 และเชื่อว่าหลายคนรู้ โดยเฉพาะ "กองทัพ"  จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้ใหญ่ในกองทัพทุกคนต่างสนับสนุน "การเลือกตั้ง" ถือเป็นหนึ่งในยุทธวิธีชะลอการปะทะหรือการเผชิญหน้า

 ยิ่งใกล้เลือกตั้งยุทธวิธีที่  "แกนนำเสื้อแดง" จะใช้การปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

 จึงต้องจับตาดูว่า  "หน่วยงาน" หรือ "องค์กร" ทางกฎหมายจะทำหน้าที่ของตัวเองจริงจังแค่ไหน!


สมถวิล เทพสวัสดิ์