
"จตุพร พรหมพันธุ์"-ยุทธวิธีชี้เป้า
หลังเทศกาลสงกรานต์คงมีงานหนักที่ทำให้ "แกนนำ นปช." โดยเฉพาะ "ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ "แกนนำคนเสื้อแดง" ต้องเจอศึกหนัก หลังจาก "ปากพาจน" เกิดอาการ "เมาคน" จนปราศรัยเย้ยฟ้าท้าดินเมื่อค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิ
อาการ "ปากพาจน" จัดหนักของ "ตู่" ส่งผลให้หลายหน่วยงานภาครัฐพากันเรียงหน้ายื่นฟ้อง "จตุพร" พร้อมพวกหลังจากเห็นว่า เนื้อหาการปราศรัยหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดย "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก ให้ไปแจ้งความดำเนินคดี "จตุพร" พร้อมพวกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา
พร้อมกับเรียกร้องคนไทยกว่า 60 ล้านคนช่วยกันปกป้องบ้านเมืองและสถาบัน
ส่วน "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" (ดีเอสไอ) นำโดย "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ เตรียมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับ "จตุพร" กับพวกประมาณ 10 คน ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงในวันที่ 18 เมษายนนี้
การเตรียมแจ้งความครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ถอดเทปคำปราศรัยของ "จตุพร" กับพวก พบถ้อยคำและอากัปกิริยาที่เข้าข่ายการกระทำผิดต่อกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของรัฐบาล ในการล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
สำหรับรายชื่อของผู้ที่อาจถูกดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดในคดีล้มเจ้า ได้แก่ "นพ.เหวง โตจิราการ, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, ขวัญชัย ไพรพนา, ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์, ก่อแก้ว พิกุลทอง เป็นต้น
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาต มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"
หากติดตามการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ "บทบาทนำ" ของ "แกนนำคนเสื้อแดง" มีแนวโน้มว่าการปราศรัยที่อนุสาวรีย์หมิ่นเหม่มากกว่าทุกครั้ง
ถ้อยคำของ "แกนนำ" ที่ปราศัยบนเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ดูเหมือนจะขยับ "เป้าหมาย" ในการโจมตีขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
เป็นการปราศรัยโจมตีบุคคลที่สูงกว่า "รัฐบาล, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และองคมนตรี"
ซึ่งการปราศรัยลักษณะนี้เคยทำมาแล้วหลายเวที เช่น ที่ จ.อุดรธานี ลำปาง แต่การพูดที่สองจังหวัดเป็นการพูดลักษณะเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาในทางกฎหมายอาจยังไม่ชัด แต่สำหรับทางการเมืองดูออกว่าถ้อยคำที่ "แกนนำคนเสื้อแดง" ปราศรัยบนเวทีมุ่งไปในจุดที่คนไทยไม่อาจยอมรับได้
และถ้อยคำที่ปราศรัยเมื่อค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ในทางการเมืองถือว่าชัดเจนนั่นเองทำให้ "กองทัพ" ทนไม่ได้เช่นกัน
เกิดคำถามว่าทำไม "แกนนำคนเสื้อแดง" จึงเลือกใช้เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยชี้เป้าว่าศัตรูของคนเสื้อแดงคือใคร
นั่นเพราะแกนนำเสื้อแดงเห็นว่า "ช่วงเวลา" เหมาะสม เพราะใกล้เลือกตั้ง หากการเลือกตั้งมีผลคะแนนที่ใกล้เคียงกันมากหรือหากชนะการเลือกตั้งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาล บรรดาแกนนำก็จะเล่นบทตีโพยตีโพย กล่าวหาว่ามีเบื้องหลัง
ถือเป็นการปลุกมวลชนคนเสื้อแดงเพื่อเตรียมพร้อมเพื่อทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งหลังการเลือกตั้ง และการกระทำครั้งนี้อาจจะรุนแรงอย่างที่เคยพูดกันมาก้อนหน้านี้ว่า "คิดการใหญ่"
หากเกิดขึ้นจริงก็ถือว่าเป็นกลุ่มก้อนที่มีมวลชนสนับสนุนมากที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแนวคิดนี้มานับตั้งแต่ในอดีต
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดนับจากนี้ไปคือ ในอดีตการปะทะกันเป็นเพราะแนวความคิดที่ไม่ตรงกัน แต่นับจากนี้ไปจะเป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มคน
และเชื่อว่าหลายคนรู้ โดยเฉพาะ "กองทัพ" จึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้ใหญ่ในกองทัพทุกคนต่างสนับสนุน "การเลือกตั้ง" ถือเป็นหนึ่งในยุทธวิธีชะลอการปะทะหรือการเผชิญหน้า
ยิ่งใกล้เลือกตั้งยุทธวิธีที่ "แกนนำเสื้อแดง" จะใช้การปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
จึงต้องจับตาดูว่า "หน่วยงาน" หรือ "องค์กร" ทางกฎหมายจะทำหน้าที่ของตัวเองจริงจังแค่ไหน!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



