ข่าว

เฒ่าญี่ปุ่น102ลาโลกเด็กฟูกูจิมะโดนล้อ

เฒ่าญี่ปุ่น102ลาโลกเด็กฟูกูจิมะโดนล้อ

14 เม.ย. 2554

เฒ่าวัย 102 หดหู่ไม่อยากอพยพ ปลิดชีพตัวเอง จนท.สั่งครูสอนนร.อย่าล้อเลียนเรื่องรังสี หลังมีเด็กอพยพจากฟูกูชิมะถูกแกล้ง องค์การอนามัยโลกเล็งศึกษาผลกระทบสุขภาพยาว 20 ปี

เมื่อวันพฤหัสบดี (14 เม.ย.) สำนักข่าวจิจิ ในญี่ปุ่น รายงานว่า ชายชราวัย 102 ปี ซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุดของหมู่บ้านไออิตาเตะ ห่างจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ 40 กิโลเมตร ตัดสินใจฆ่าตัวตาย เบื้องต้นสันนิษฐานสาเหตุว่า เป็นเพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องอพยพออกจากหมู่บ้าน

 รายงานระบุว่า ก่อนปลิดชีพตัวเองชายชราได้หารือแผนอพยพกับครอบครัว และเข้าใจว่า หลังจากนั้นเกิดอาการซึมเศร้าที่จะต้องละทิ้งถิ่นฐาน

 หมู่บ้านไออิตาเตะ เป็น 1 ใน 5 ชุมชนที่ทางการประกาศให้เป็นพื้นที่อพยพ เพิ่มเติมจากรัศมี 20 กิโลเมตร รอบโรงไฟฟ้าในสัปดาห์นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับรังสีและผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว คำสั่งอพยพใหม่จะมีผลบังคับใช้ใน 1 เดือน ซึ่งจะหมายการถึงการมีคนไร้ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอีกหลายพันคน

 เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในหมู่บ้านไออิตาเตะ ยืนยันว่า ชายวัย 102 ปี อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่ไม่สามารถยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตได้

 อีกด้านหนึ่ง มีรายงานจากคณะกรรมการการศึกษาในเขตฟูนาบาชิ จังหวัดชิบะ ใกล้กรุงโตเกียว ว่า เด็กคนหนึ่งที่อพยพมาจากพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ถูกเด็กคนอื่นๆ ล้อเลียนที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเมืองว่า เด็กคนนี้อาจมีรังสีเปรอะเปื้อนมา

 หลังได้รับแจ้งเรื่องจากบุคคลไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาของเมืองได้สั่งการไปยังโรงเรียนประถมและมัธยมใน 83 แห่งในพื้นที่ว่า ให้บอกนักเรียนว่าควรมีน้ำใจและคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ที่ต้องอพยพหนีความเดือดร้อนมา นอกจากนี้ ทางโรงเรียนควรขอความร่วมมือพ่อแม่ผู้ปกครองทำความเข้าใจกับบุตรหลานเช่นกัน เนื่องจากอาจได้รับอิทธิพลจากกระแสวิตกการฟุ้งกระจายของกัมมันตรังสีเกินเหตุ 

ค้นหาศพในรัศมี 10 กม.

 ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจจังหวัดฟูกูชิมะได้ระดมกำลังตำรวจราว 300 นาย พร้อมชุดป้องกันรังสี กระจายกันค้นหาเหยื่อแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในระยะ 10 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้า

 นับเป็นปฏิบัติการค้นหาขนาดใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อันตรายใกล้โรงไฟฟ้าที่สุด นับตั้งแต่ประสบภัยพิบัติเมื่อ 1 เดือนก่อน และสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าเป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปเก็บกู้ศพ เจ้าหน้าที่ได้ค้นหาอย่างเข้มข้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 3 เมษายน ในช่วงระยะ 10-20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้า

 หนังสือพิมพ์ยูมิโอริ รายงานว่า คาดว่ามีร่างผู้สูญหายอยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้า ราว 1,000 ราย
 
 ความคืบหน้าการควบคุมวิกฤติโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจินั้น คนงานยังคงพยายามสูบน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเข้มข้นที่รั่วไหลภายในอาคารกังหันและท่อใต้ดิน เพื่อขจัดอุปสรรคต่อการเข้าไปกอบกู้ระบบหล่อเย็นต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

 นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนย้ายเครื่องปั่นไฟสำรองฉุกเฉินไปยังพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลเกือบ 30 เมตร เพื่อให้ปลอดภัยจากอาฟเตอร์ช็อกและความเสี่ยงจากสึนามิ หลังจากอาฟเตอร์ช็อกเมื่อวันจันทร์ที่ 7 เมษายน ทำให้ไฟดับช่วงสั้นๆ นอกจากนี้คนงานกำลังพยายามเดินสายไฟภายนอกใหม่ เพื่อป้องกันไฟฟ้าดับด้วย

พบรังสีในผักและปลาเกินกำหนด

 กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจพบสารกัมมันตรังสีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในปลาที่จับได้นอกชายฝั่งจังหวัดฟูกูชิมะ และผักอีก 11 ชนิด ที่ปลูกในจังหวัดฟูกูชิมะ และสั่งห้ามจำหน่ายเห็ดชิทาเกะที่ปลูกกลางแจ้งในฟูกูชิมะแล้ว

 สารกัมมันตรังสีที่ตรวจพบในปลาเป็นสารกัมมันตรังสีซีเซียม จำนวน 12,500 เบคเกอเรลต่อกิโลกรัม หรือมากกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 25 เท่า และพบสารกัมมันตรังสีไอโอดีนในปลาตัวนี้อีก 12,000 เบคเกอเรล หรือมากกว่าที่กฎหมายกำหนด 6 เท่า

ฮูเล็งศึกษาผลกระทบสุขภาพ20ปี

 นางมาเรีย ไนรา ผู้อำนวยการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลก (ฮู) แถลงว่า จากกรณีญี่ปุ่นปรับเพิ่มระดับความรุนแรงของวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ เป็นระดับ 7 เมื่อวันอังคารนั้น ไม่ใช่เป็นการปรับเพราะมีความเสี่ยงเกิดผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น และมาตรการรับมือของญี่ปุ่นเหมาะสมดีแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติมใดๆ

 แต่องค์การอนามัยโลกก็ไม่อาจประมาทได้ และยังคงเฝ้าจับตาและประเมินสถานการณ์แทบชั่วโมงต่อชั่วโมง เพราะสถานการณ์ยังไม่อยู่ในขั้นที่สามารถควบคุมได้ และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น โดยจะเริ่มเตรียมการสำหรับการศึกษาติดตามผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นเวลา 10-20 ปี เรื่องนี้อาจยังเร็วเกินไป แต่กำลังมีการหารือกับทางการญี่ปุ่น

วอนรัฐบาลญี่ปุ่นเลิกคาดการณ์แผ่นดินไหว

 นายโรเบิร์ต เกลเลอร์ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียว ที่เชี่ยวชาญเรื่องแผ่นดินไหว เขียนบทความลงนิตยสารเนเจอร์ว่า ทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่นมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวทั้งสิ้น และองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหวที่มี ณ ปัจจุบัน ไม่สามารถคาดการณ์หรือจัดอันดับความเสี่ยงในพื้นที่ใดได้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และบอกกับประชาชนตรงๆว่า แผ่นดินไหวนั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้

 ศ.เกลเลอร์ กล่าวด้วยว่า การวิจัยเรื่องแผ่นดินไหวในอนาคตของญี่ปุ่นจะต้องกระทำโดยตั้งอยู่บนหลักฟิสิกส์ การประเมินทบทวนอย่างเป็นกลาง โดยการนำของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศ ไม่ใช่กระทำโดยข้าราชการญี่ปุ่นที่ไม่รู้ว่าเป็นใครกันบ้าง