
การฟื้นฟูเขตหายนภัยทางธรรมชาติ
แต่ละปี โลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน หนำซ้ำนับวันมีแต่ทวีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เหนืออื่นใด
ภัยธรรมชาติเหล่านั้นไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือเลือกที่รักมักที่ชังว่าจะเจาะจงเกิดแต่เฉพาะประเทศมั่งคั่งร่ำรวยหรือประเทศยากจน หรือเจาะจงจะเกิดเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศด้อยพัฒนา ทุกอาณาบริเวณทั่วโลกต่างได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้าทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือนานาประเทศต้องเจียดงบประมาณก้อนใหญ่ในการเก็บกวาด ทำความสะอาด บูรณะซ่อมแซม และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ เหล่านั้น
จากรายงานของบริษัทสวิส เร หนึ่งในบริษัทประกันใหญ่ที่สุดในโลกระบุว่าเฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียว ภัยธรรมชาติได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 218,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6,540,000 ล้านบาท) มากกว่าความเสียหายจากปีก่อนหน้าถึง 3 เท่า ขณะที่มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเป็น 304,000 ราย เทียบกับปีก่อนหน้าที่มีการสูญเสียแค่ 1.5 หมื่นราย ในส่วนของบริษัทประกันนั้นต้องจ่ายค่าเสียหายถึง 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปี 2552 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
จากผลการสำรวจพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีมาตรการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ดีกว่าประเทศด้อยพัฒนา เนื่องจากมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแหล่งทุนทางการเงินมากพอที่จะรองรับความผันผวนทางธรรมชาติที่รุนแรงแต่ดำรงอยู่แค่ช่วงสั้นๆ มากกว่าประเทศด้อยพัฒนา
ช่วงที่เกิดธรณีพิโรธครั้งที่ 2 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ในแดนกีวีนิวซีแลนด์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ด้วยระดับความรุนแรงแค่ 6.3 ริกเตอร์ แต่ก็สร้างความสูญเสียราว 6,000-12,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ยังไม่รวมความสูญเสียทางเศรษฐกิจและการบูรณะฟื้นฟู ซึ่งถ้ารวมเข้าไปแล้วอาจทำให้ยอดความเสียหายพุ่งขึ้นเป็น 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดี รัฐบาล บริษัทและภาคธุรกิจได้ตกลงร่วมกันว่าจะช่วยกันออกเงินค่าบูรณะซ่อมแซมความเสียหายต่างๆ เหล่านั้นเอง เพื่อไม่ถมทับความทุกข์ระทมของบรรดาลูกหลานชาวกีวี
ขณะที่ความเสียหายจากอภิมหาภัยพิบัติทั้งภัยแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิที่กระหน่ำญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคมคาดว่าอาจสูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ว่านโยบายของแดนซามูไรจะไม่ครอบคลุมไปถึงความสูญเสียจากเหตุแผ่นดินไหว แต่ก็ครอบคลุมไปถึงความสูญเสียจากภัยสึนามิและความสูญเสียในภาคการผลิต
จากการประเมินในเบื้องต้นของธนาคารโลก คาดว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากธรณีพิโรธและสึนามิที่เขตเซนไดสูงถึง 235,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในโลกนับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมสถิติความเสียหายเมื่อปี 2508 เป็นต้นมา
แทบจะเทียบกันไม่ได้กับความเสียหายจากธรณีพิโรธและสึนามิที่บริเวณมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี 2547 ซึ่งมีคนเสียชีวิตกว่า 2.5 แสนรายส่วนใหญ่เป็นชาวนายากจนและชาวประมง แต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแค่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น
ถ้าหากธรรมชาติเลือกลงทัณฑ์เฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ความเดือดร้อนของชาวประชาก็คงบรรเทาลงไปได้มากและอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ยักษ์เล็กต่างสามารถรับมือจ่ายประกันเป็นรายบุคคลได้อย่างเช่นค่าประกันบ้านและรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย เปิดโอกาสให้รัฐบาลทุ่มเงินก้อนมหาศาลในการซ่อมแซมสาธารณูปโภคผ่านมาตรการจัดเก็บภาษีหรือการโยกงบประมาณแผ่นดินมาใช้ในเรื่องเร่งด่วนนี้ก่อน
"แต่ละประเทศจะมีมาตรการฟื้นฟูไม่เหมือนกัน" นักเศรษฐศาสตร์ผู้หนึ่งซึ่งทำงานให้องค์การพัฒนาระหว่างประเทศให้ความเห็น "ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิเมื่อปี 2547 ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ดังนั้นความเสียหายทางเศรษฐกิจจึงไม่รุนแรงเท่ากับของญี่ปุ่น"
"อีกประการหนึ่ง คนที่ได้รับความสูญเสียจากสึนามิเมื่อปี 2547 ส่วนใหญ่เป็นชาวนายากจนและชาวประมงที่ทำมาหาเลี้ยงชีวิตจากผลผลิตที่หาได้ ซึ่งแทบไม่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศหรือแทบไม่มีคุณค่าในเชิงทรัพย์สิน ประเทศยากจนเหล่านั้นจึงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นหลัก"
ด้านซอล เอสไลค นักเศรษฐศาสตร์แห่งสถาบันแกรตเทน ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ยากนักที่จะประเมินความเสียหายจากภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ
"ยกตัวอย่างเช่นที่รัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเผชิญกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เหมืองถ่านหินจมอยู่ใต้กระแสน้ำเช่นเดียวกับพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งทั้งภาคการเกษตรและเหมืองถ่านหินล้วนแต่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ ดังนั้นจึงง่ายที่จะคำนวณถึงความสูญเสียและผลกระทบต่อจีดีพี"
หรือในกรณีของปากีสถานซึ่งเมื่อปีที่แล้วเผชิญกับอุทกภัยใหญ่จากเขตภูเขาทางตอนเหนือไปจนถึงทะเลอาหรับทางภาคใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,900 คน ประชาชนอีกราว 18-20 ล้านคนต่างได้รับผลประทบจากน้ำท่วมใหญ่เช่นกัน
พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ซึ่งมีอาณาบริเวณเท่ากับประเทศอิตาลีทั้งประเทศนั้นถือเป็นแหล่งเกษตรกรรมใหญ่ของประเทศ สามารถให้ผลผลิตถึง 23 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตรวมทางการเกษตรทั้งประเทศ ดังนั้นงบประมาณในการฟื้นฟูรวมไปถึงการสร้าง และการซ่อมแซมถนนหนทาง ทางรถไฟและสะพานสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนใหญ่มาจากการช่วยเหลือจากต่างประเทศ
ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2548 แคว้นแคชเมียร์ทางตอนเหนือของปากีสถานก็เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่ง รัฐบาลต้องทุ่มงบช่วยเหลือจากต่างประเทศหลายร้อยล้านดอลลาร์เข้าช่วยฟื้นฟูและบูรณะโครงสร้างพื้นฐานถึงกว่า 700 โครงการรวมถึงการซ่อมแซมและขยายถนนบางสายที่พังทะลายจากน้ำท่วม
แต่ภาพการฟื้นฟูภัยธรรมชาติในประเทศที่พัฒนาแล้วจะต่างออกไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าของบ้านที่ได้รับความเสียหายมักจะทำประกันบ้านไว้จึงสามารถสร้างบ้านหลังใหม่แทนหลังเดิมที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไซโคลน เงินประกันก้อนนี้เป็นคนละส่วนกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลในรูปของเงินกู้ดอกเบี้ยถูกเพื่อจะช่วยสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นหรือรัฐบาลกลางจะทุ่มงบก้อนใหญ่ในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ผ่านการจัดเก็บภาษีพิเศษหรือมาตรการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ
ดูตามนี้แล้ว โอกาสที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่นจะฟื้นตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติคงจะรวดเร็วกว่าการฟื้นตัวอย่างตามมีตามเกิดของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายแหล่อย่างเช่นปากีสถาน เป็นต้น ในเมื่อมีมาตรการรองรับที่ดีพร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดไปถึงการมีระเบียบวินัยของประชาชนที่พร้อมเสียสละเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเต็มที่ในการบูณะซ่อมแซมโครงข่ายสาธารณูปโภคในพื้นที่



