
ผู้อพยพหนีภัยรังสีฟูกูชิมะถูกตั้งข้อรังเกียจ
สลด ผู้อพยพหนีภัยรังสีจากฟูกูชิมะ ถูกตั้งข้อรังเกียจ อนามัยโลกยันยังไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังญี่ปุ่นปรับโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะรุนแรงระดับ 7
หลังจากที่ญี่ปุ่นได้ปรับระดับความรุนแรงของวิกฤติโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ จากระดับ 5 เป็นระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามมาตราแจ้งอุบัติเหตุนิวเคลียร์สากล (ไอเนส) ของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 เม.ย.) ได้มีความเห็นมาจากหลายฝ่าย ที่สนับสนุนการแถลงของญี่ปุ่นที่ว่า แม้อยู่ในระดับเดียวกับโศกนาฏกรรมโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ร้ายแรงที่สุดของโลก แต่วิกฤติฟูกูชิมะไม่ได้ร้ายแรงเช่นนั้น
เริ่มจากองค์การอนามัยโลก (ฮู) ที่แถลงยืนยันว่า ผู้ที่อยู่นอกรัศมี 40 กม.จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ยังไม่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อน แม้รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุนิวเคลียร์เป็นระดับสูงสุด ส่วนภายในเขต 40 กม.รอบโรงไฟฟ้า ประชาชนก็อพยพออกไปก่อนหน้านี้จนหมดแล้ว และเชื่อว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินการรวมถึงอพยพคนในพื้นที่เสี่ยงเท่าที่ผ่านมา ก็ถือว่าเหมาะสมเพียงพอ
ด้านสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และป้องกันด้านรังสี ของฝรั่งเศส ประเมินว่า อุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ทำให้มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาในปริมาณที่มีนัยสำคัญ แต่ระดับและผลกระทบ ไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับเชอร์โนบิลได้ จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ เป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงมาก แต่ว่าไม่ใช่ และจะไม่เป็นแบบเชอร์โนบิล การปล่อยรังสีที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นเพียงการประเมินใหม่ตามกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดตามมาตราไอเนส นอกจากนี้ การปนเปื้อนรังสีจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ จำกัดอยู่ในท้องถิ่นมาก
ส่วนสำนักงานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของจีน แถลงว่า รังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อผู้อยู่อาศัยชาวจีนในขณะนี้ และคิดว่าไม่ร้ายแรงเท่าเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล กระนั้น ผลกระทบในระยะยาว ยังไม่อาจมองข้ามได้ และมีแนวโน้มว่าน้ำปนเปื้อนรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอย่างแน่นอน
ขณะที่ไอเออีเอแถลงว่า การตัดสินใจของญี่ปุ่นที่รอจนถึงเมื่อวันอังคาร จึงค่อยปรับเพิ่มระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะเป็นระดับสูงสุด ไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นประเมินอุบัติเหตุครั้งนี้ต่ำเกินไป
มาตรการของรัฐบาลญี่ปุ่นในการอพยพประชาชน ประกาศเตือนระดับสารกัมมันตรังสี และความพยายามควบคุมการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีเท่าที่ผ่านมา สะท้อนว่า ญี่ปุ่นตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา และไม่ได้รอจนเหตุการณ์รุนแรงที่สุดแล้วจึงค่อยดำเนินมาตรการต่างๆ
นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่ฟูกูชิมะแตกต่างจากเชอร์โนบิลในทางเทคนิคอย่างสิ้นเชิง โดยอุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลเกิดขึ้นตอนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทำงานอยู่ จึงปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมาในปริมาณมากและแพร่กระจายเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่เตาปฏิกรณ์ในฟูกูชิมะหยุดทำงานทันทีหลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม
ผู้อพยพหนีภัยรังสีถูกกีดกัน
ชาวญี่ปุ่นมีความวิตกต่อการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะเพิ่มมากขึ้นจนถึงขนาดพากันตื่นกลัวด้วยความเข้าใจผิดว่าอาจได้รับสารกัมมันตรังสีจากผู้อพยพที่มาจากพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า และพากันกีดกันผู้อพยพเหล่านี้
เวลานี้ ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะที่อพยพไปอยู่ตามศูนย์รับรองผู้ประสบภัย จะต้องผ่านการตรวจวัดสารกัมมันตรังสีก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในค่ายได้ ทำให้ทางการจำเป็นต้องออกใบรับรองยืนยันว่าบุคคลนี้ปลอดการปนเปื้อน โดยจะมีตราประทับของจังหวัด ระบุชื่อ เพศ และวันเดือนปีเกิดของบุคคลนั้นๆ
แต่ถ้าใครไม่มีใบรับรองก็จะถูกปฏิเสธ อย่างเด็กหญิงวัย 8 ขวบจากเมืองมินามิโซมะ ที่จะรักษาโรคผิวหนังที่โรงพยาบาลในเมืองฟูกูชิมะ กลับถูกปฏิเสธการรักษา เพราะเธอไม่มีใบรับรองปลอดการปนเปื้อน
พื้นที่บางส่วนของเมืองมินามิโซมะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศเพิ่มให้เป็นเขตอพยพ นอกเหนือจากพื้นที่ในรัศมีอพยพ 20 กม.รอบโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ
นอกจากนี้ผู้หญิงคนหนึ่งจากจังหวัดฟูกูชิมะ ที่ตัดสินใจอพยพครอบครัวไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว ได้เขียนลงบล็อกบอกว่า โรงแรมในจังหวัดไซตามะ ไม่ยอมให้พวกเธอเข้าพัก ทั้งที่เธอชี้แจงแล้วว่า ครอบครัวเธอไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่อพยพ พนักงานบอกว่า คุณไม่สามารถเข้าพักได้จนกว่าจะได้รับการตรวจยืนยันว่าไม่มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี
เจ้าหน้าที่การแพทย์ของทางจังหวัดฟูกูชิมะบอกว่า ขณะนี้ประชาชนตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจว่าอาจนำไปสู่การแบ่งแยก แต่จริงๆ แล้ว ถ้าไม่ใช่คนงานของโรงไฟฟ้าแล้ว ผู้อพยพจากพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นๆ
เจ้าของธุรกิจฟูกูชิมะประท้วง
อีกด้านหนึ่ง เจ้าของธุรกิจจากชุมชนต่างๆ ใกล้โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ประมาณ 20 คน เดินทางไปชุมนุมที่หน้าสำนักงานใหญ่เทปโก ในกรุงโตเกียว เมื่อวันพุธ เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย อันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าเริ่มหมดความอดทนกับการจัดการวิกฤตินิวเคลียร์ของบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ โค (เทปโก) ขณะที่นายมาซาทากะ ชิมิสุ ประธานเทปโก และคณะผู้บริหาร ได้ออกมาขอโทษอีกครั้งหนึ่ง พร้อมรับปากว่าจะให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
10 ปีกว่าอาฟเตอร์ช็อกจะหยุด
หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ อ้างความเห็นของนายรอสส์ สไตน์ นักธรณีฟิสิกส์จากสำนักสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐ ว่าผลการคำนวณล่าสุดที่ทำร่วมทีมงานอีกสองคน รวมถึงนายชินจิ โทดะ จากมหาวิทยาลัยเกียวโต พบว่า ญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับอาฟเตอร์ช็อกของแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์เมื่อเดือนมีนาคมไปอีกนานถึง 10 ปีกว่าแรงสั่นสะเทือนจะสงบลง
ขณะที่สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า สึนามิที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหว ได้กวาดทำลายศูนย์อพยพหรือทำให้เกิดน้ำท่วมรวม 101 แห่งในจังหวัด อิวาเตะ มิยางิ และฟูกูชิมะ แต่ไม่มีใครออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบของทางการในการกำหนดที่ตั้งของศูนย์อพยพ เพราะสึนามิครั้งนี้มีความสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด



