
ช่วยกันจำวันที่ 10 เมษา ในแบบที่พอรับกันได้
วันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมานั้น กลายเป็นวันแห่งการระลึกถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 เมษา 2553 ณ สี่แยกคอกวัว ที่มีการเสียชีวิตของทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ
แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกขึ้น จะพบว่าแม้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และมีสองฝ่ายเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ตลอดจนสูญเสีย แต่กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องของสาเหตุการตาย และเรื่องของที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง
กล่าวก็คือ ในกรณีของ 10 เมษายน นั้นเรื่องที่สำคัญก็คือการที่เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ในแบบหนึ่งที่ "จำไม่ได้-ลืมไม่ลง" ซึ่ง ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ได้เคยกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
แต่ 10 เมษา นั้นมีลักษณะที่ซับซ้อนไปอีกแบบหนึ่ง เพราะในด้านหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่มีฝ่ายที่สามเสียชีวิตด้วย นั่นคือนักข่าวชาวญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น ตรงที่ว่า เป็นชาวต่างชาติที่เสียชีวิตและเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในขั้วขัดแย้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเป็นนักข่าว ซึ่งย่อมจะต้องได้รับการยอมรับถึงสิทธิที่จะเข้าถึงความจริง
แต่สุดท้าย "ความจริง" ในความตายของเขาก็ยังไม่สามารถถูกทำความกระจ่างได้
ในประการต่อมา เรื่องที่ 10 เมษา นั้นต่างจาก 6 ตุลา ก็คือ ไม่ได้มีการระดม/ติดอาวุธมวลชนให้ปะทะกันเอง แล้วทหารเข้ามาเคลียร์ แต่เป็นเรื่องของการปะทะกันของประชาชนที่ชุมนุม กับเจ้าหน้าที่รัฐ
ขณะเดียวกันการปลุกระดมก็มีในลักษณะที่ซับซ้อนขึ้น ผ่านทีวีและเครือข่ายของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่าง 10 เมษา กับ 19 พฤษภาคม ก็คือ อย่างน้อยในกรณีของ 10 เมษานั้นสื่อยังถ่ายทอดพอได้บ้าง อาทิ สื่อวิทยุ ดังนั้นฝ่ายชุมนุมนั้นก็ยังพอที่จะประคองการชุมนุมไปได้ อย่างน้อยอีกหนึ่งเดือนกว่าๆ ก่อนที่การชุมนุมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 พฤษภาคม
กล่าวโดยสรุป เหตุการณ์ 10 เมษา นั้นความซับซ้อนคือมีความสูญเสียหลายฝ่าย และการสิ้นสุดของเหตุการณ์ก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดความพ่ายแพ้-เพลี่ยงพล้ำอย่างมากมายเหมือนอย่าง 19 พฤษภาคม
มิพักต้องกล่าวถึงว่าในเหตุการณ์ 10 เมษา นั้นมีเรื่องของข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในรัฐมนตรี
ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่จำไม่ได้-ลืมไม่ลงมากที่สุด เพราะต่างฝ่ายต่างสูญเสีย และอ้างความสูญเสียเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม อย่างน้อยให้แก่ความตายของญาติพี่น้องของตน
ผมกลับรู้สึกว่าแม้จะอุดมคติไปหน่อย แต่ในระยะยาว เราควรจะจัดงานระลึกถึง 10 เมษายน โดยมีแนวคิดบางอย่างที่ควรจะนำมาอภิปรายเพิ่มเติม หนึ่งคือ เรื่องของความจริง เช่นใครฆ่าใคร
สองคือ เรื่องของความยุติธรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หมายความว่าเมื่อทุกฝ่ายต่างเรียกร้องหาความยุติธรรมแล้ว ควรจะมาร่วมกันคิด ค้นหา และต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ที่จะต้องมาร่วมนิยามด้วยกัน
สามคือ เรื่องของการชุมนุมโดยสันติ และความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง ซึ่งผมคิดว่า อย่างน้อยนับจากวันที่เริ่มชุมนุมมาจนถึงวันที่ 10 เมษา นั้น มีข้อถกเถียงกันเรื่องว่า ตกลงประชาชนมีสิทธิชุมนุมไหม การชุมนุมแบบไหนที่เรียกว่าเลยเส้น การชุมนุมไหนที่เรียกว่าละเมิด และการปราบการชุมนุมแบบไหนที่เรียกว่าละเมิดการชุมนุมบ้าง?
ผมว่าอย่างน้อยสามข้อนี้ ถ้าสามฝ่ายที่สูญเสียได้มีโอกาสพูดคุยกัน อย่างน้อยยืนในที่เดียวกัน และรับรู้ท่าทีซึ่งกันและกัน บางทีเราอาจจะพบว่าการสร้างเหตุสร้างผลผ่านการสื่อสารนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ทีละเล็กทีละน้อยครับ
"พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์"
([email protected])



