ข่าว

การเสริมพลังอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย

การเสริมพลังอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย

13 เม.ย. 2554

“เขาต้องการความจริงรึเปล่า” นายตำรวจใหญ่ลุกขึ้นยืนตั้งคำถามต่อการที่หน่วยเหนือทั้งในองค์กรตำรวจและต่างองค์กร ได้ขอความร่วมมือให้ตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่บันทึกข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

 แบบบันทึกข้อมูลจำนวนมากถูกนำมาให้ผู้ปฏิบัติกรอกข้อมูลเพื่อส่งต่อให้หน่วยเหนือ คำถามที่ตามมาคือ หน่วยเหนือเอาข้อมูลมากมายที่ให้กรอกไปทำอะไร สิ่งสำคัญคือ ได้ข้อมูลไปแล้วจะลงมือทำจริงหรือไม่

 นโยบายการเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถิติการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับจราจร 10 ฐานความผิด ประกอบด้วย ไม่สวมหมวกนิรภัย เมาสุราขณะขับรถ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ไม่ได้รับใบอนุญาตให้ขับขี่ ขับขี่รถที่มีอุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบถ้วน ขับรถย้อนศร แซงในที่คับขัน ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ และโทรศัพท์ขณะขับรถ ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการบ่งชี้ที่สำคัญในการระบุว่า ตำรวจมีความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัย จับมากแสดงว่าขยันมาก...นี่คือข้อบังคับที่ตำรวจได้รับคำสั่งมาจากผู้มีอำนาจเหนือตำรวจ ซึ่งชาวบ้านอาจจะไม่พึงพอใจ?

 ในขณะที่นักบริหารและนักวิชาการมีความเชื่อมั่นว่า การบังคับใช้กฎหมายคือหัวใจสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงได้ แต่ตำรวจผู้ปฏิบัติกลับมีความเห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดนั้น สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนเพียงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น “การจับกุมเป็นปลายทาง ไม่ได้แก้ปัญหาที่สาเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอของปัญหา ถ้าต้นตอไม่ได้แก้ไขตำรวจก็ต้องวิ่งไล่ตามจับอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันหมดไป วิ่งไล่จับกันเหมือนแมวไล่จับหนู”

 นายตำรวจใหญ่ระดมความเห็นพรั่งพรูถึงปัจจัยเชิงสาเหตุที่เป็นต้นตอของการเกิดอุบัติเหตุ แต่กลับไม่ถูกสังคมเพ่งโทษ หรือถูกหน่วยงานอื่นๆ ตั้งคำถาม เช่น

 ทำไมตอกย้ำให้ตำรวจจับผู้ขับขี่รถที่ใช้ความเร็ว แต่ไม่มีหน่วยใดตอกย้ำให้ผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ หยุดการทำการโฆษณาทางการตลาดที่มุ่งเน้นการขายความเร็ว ความแรงของรถจักรยานยนต์ อีกทั้งในขณะที่ตั้งเกณฑ์ชี้วัดให้ตำรวจตรวจจับความเร็วให้มากที่สุด แต่กลับไม่มีอุปกรณ์การตรวจวัดความเร็วให้แก่ผู้ปฏิบัติ

 นอกเหนือจากเรื่องความเร็วแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญคือ การตรวจจับผู้ขับขี่รถที่เมาสุรา ซึ่งเป็นบทบาทที่ตำรวจถูกคาดหวังเป็นอย่างมาก โดยใช้ดัชนีชี้วัดคือสถิติการจับกุมเช่นเดียวกัน แต่ขณะเดียวกันนายตำรวจผู้มากด้วยประสบการณ์การปฏิบัติงานในพื้นที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ในช่วงเทศกาลนี้ประชาชนโดยเฉพาะในชุมชนต่างจังหวัดจะมีการดื่มสุราตลอดทั้งวัน เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงสายของแต่ละวัน จนกระทั่งไปถึงราวตีหนึ่งตีสองของวันใหม่ เมาไปขี่รถไปนั่งดื่มกันอยู่ในชุมชน”

 นักวิชาการตั้งคำถามเชิงขอความเห็นว่า “ตำรวจสามารถเชื่อมภาคีเครือข่ายผู้นำชุมชนให้เข้ามาร่วมมือกันในการป้องกัน และควบคุมชาวบ้านในชุมชนไม่ให้ดื่มสุราในช่วงเทศกาลนี้ หรือดื่มแต่ไม่ขับขี่รถได้หรือไม่”

 นายตำรวจไม่ตอบคำถามของนักวิชาการ แต่กลับตั้งคำถามว่า “ในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้วงเวลาเช่นนี้ มีนักการเมืองระดับใดที่ไม่ต้องการเสียงจากชาวบ้าน นักการเมืองของไทยหาเสียงจากชาวบ้านด้วยวิธีใด? โอกาสนี้เป็นโอกาสในการหาเสียงด้วยวิธีการที่ทั้งนักการเมืองและชาวบ้านคุ้นชินใช่หรือไม่ เหล้ายังเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์หรือไม่?”

 การตั้งคำถามของนายตำรวจสะท้อนให้เห็นปัญหาอุปสรรคเชิงวัฒนธรรมที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนนของคนไทยที่เป็นคำตอบที่ชัดเจนกว่ามีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะเชื่อมั่นว่า การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดคือคำตอบเดียวที่สำคัญในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

 เพราะ...การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดก็มีอุปสรรคจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยและเกี่ยวพันใกล้ชิดกับวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจไม่น้อย

 “จับแล้วผู้ใหญ่ก็โทรมาขอ แล้วก็ต้องปล่อย จับแล้วขอ จับแล้วขอ อย่างนี้ไม่รู้จะจับไปทำไม”
 “เมื่อไหร่ผู้มีอำนาจเลิกขอ แล้วค่อยมาบอกให้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย”

"ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข"