ข่าว

ประเด็นท้าทายของสัญญาประชาคมในเรื่องของการขึ้นค่าแรง

ประเด็นท้าทายของสัญญาประชาคมในเรื่องของการขึ้นค่าแรง

12 เม.ย. 2554

เรื่องที่น่าประหลาดใจเรื่องหนึ่งในช่วงไม่นานมานี้ก็คือกระแสของการพยายามผลักดันให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ว่าจะของรัฐบาลและของพรรคเพื่อไทยเอง

 เอาเป็นว่าเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะกับรัฐบาล อาจจะต้องตั้งคำถามใหม่ว่า อาจเป็นไปได้ที่ทุกฝ่ายคงพยายามที่จะขึ้นค่าแรงมาโดยตลอด แต่ทำไมประเด็นเรื่องการขึ้นค่าแรงจึงกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในข่าวในช่วงนี้มากเป็นพิเศษ

 ถ้ามองอย่างไม่ยากมากนัก อาจจะมีสองปัจจัยที่ทำให้ประเด็นเรื่องการขึ้นค่าแรง ประการแรก คือ ปัญหาข้าวยากหมากแพงที่มีลักษณะที่โดดเด่นกว่าปัญหาข้าวยากหมากแพงทั่วไป กล่าวคือ ราคาสินค้าที่สูงขึ้นนั้นทั่วไปจะผูกโยงกับเรื่องของน้ำมันขึ้นราคา แล้วก็มีการปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตามขึ้นมา และ/หรือมีการต่อรองไม่ให้สินค้าขึ้นราคาเป็นรายสินค้า

 อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมานั้น ลักษณะเฉพาะของปัญหาข้าวยากหมากแพงนั้นมีมากกว่าเรื่องของน้ำมันขึ้นราคา และการเจรจาต่อรองการขึ้นสินค้ารายสินค้า มาอยู่ที่เรื่องของสินค้าขาดตลาด และการก้าวกระโดดของราคาที่เพิ่มขึ้น ดังที่จะเห็นในกรณีของน้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลืองที่มาแรงแซงไปอีกหลายโค้ง (ไม่นับเรื่องของข่าวลือเรื่องความมีนอกมีนัยและข้อกังขาในเรื่องของการกักตุนสินค้า)

 ปัจจัยประการที่สอง ที่ทำให้ประเด็นค่าแรงนั้นสำคัญขึ้นมาในช่วงนี้อาจจะเป็นเรื่องของกระแสการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็ววัน ซึ่งทำให้การขึ้นค่าแรงเป็นเรื่องที่เป็นหนึ่งในสัญญาประชาคมในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างน่าประหลาดใจ (ในด้านบวก) เมื่อเทียบกับนโยบายการหาเสียงที่ผ่านมา

 อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้มองเรื่องของการขึ้นค่าแรงในฐานะที่เป็นเรื่องของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่มองว่าเรื่องของการขึ้นค่าแรงนั้นเป็นสัญญาประชาคมของทุกฝ่าย สิ่งที่จะเป็นภาระท้าทายของการขึ้นค่าแรงนั้นมีด้วยกันหลายเรื่อง

 เรื่องที่หนึ่ง การพูดเรื่องการขึ้นค่าแรงนั้นเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะเป็นการพูดแบบเอาดีเข้าตัว และโยนภาระไปให้แก่นายทุน กล่าวคือ ถ้าทำไม่ได้ก็สามารถโทษคนอื่นได้ว่าไม่ให้ความร่วมมือ หรือโทษคนอื่นว่าควรเห็นใจคนจ่ายเงินบ้าง แต่ข้าพเจ้าได้ริเริ่มเรื่องนี้ไว้แล้ว และในส่วนของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจก็ได้ขึ้นแล้ว (เพราะข้าพเจ้าเป็นเจ้าของเงินเอง) ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือว่า ถ้าแต่ละฝ่ายอยากให้มีการขึ้นค่าแรง จะมีขั้นตอนอย่างไรในความเป็นจริง

 เรื่องที่สอง การพูดเรื่องขึ้นค่าแรงเป็นการกลบประเด็นสำคัญมากมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่า การมุ่งเน้นเรื่องการขึ้นค่าแรงนั้น นอกจากจะให้ภาพของความห่วงใยว่าประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า แต่ในความเป็นจริงการมุ่งเน้นเรื่องค่าแรงทำให้เรามองสมมติฐานของปัญหาความยากจนอยู่ที่การขาดแคลนเงิน และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเพิ่มค่าแรงให้แก่แรงงาน ทั้งที่ประเด็นเรื่องความยากจนนั้นอาจมีมากมายไปกว่าปัญหาในแต่ละปัจเจกบุคคล และกับแรงงานในระบบ อาทิ เรื่องของประชาชนที่อยู่ในภาคเกษตร และในชนบท ที่ไม่ได้พึ่งพาการแก้ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำโดยตรง

 ปัญหาอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับความยากจน นั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของ "ความเหลื่อมล้ำ" ที่ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มเงิน แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและจัดเก็บภาษี ที่จะนำมาซึ่งรายได้ หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับ "ความมั่นคง" ที่ไกลกว่าเรื่องของการมีเงินในกระเป๋า มาสู่เรื่องของความมั่นคงในชีวิต อาทิ เรื่องของสุขภาพ การศึกษา ซึ่งส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเม็ดเงิน แต่หมายถึงสวัสดิการที่ประชาชนจะต้องได้รับจากรัฐที่เก็บภาษีของประชาชน

 เรื่องที่สาม ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าไม่ควรจะเพิ่มค่าแรง แต่หมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องค่าแรงจาก "ค่าแรงขั้นต่ำ" (minimum wage) มาสู่สิ่งที่เรียกว่า "ค่าแรงที่ดำรงชีวิตได้จริง" (living wage) นั่นหมายความว่าวิธีคิดเรื่องค่าแรงที่อิงกับกฎหมายบังคับจากคณะกรรมการรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ซึ่งมักจะพบว่าไม่พอในการมีชีวิตอยู่ตามจริง หากมองว่าแรงงานไม่ใช่แค่ปัจเจกบุคคล แต่หมายถึงบุคคลที่มีครอบครัว

 การพูดถึงค่าแรงที่ดำรงชีวิตได้จริงนั้น จะต้องมีการคำนวณในหลายเรื่อง ทั้งในส่วนของค่าครองชีพจริงของลูกจ้าง และชีวิตจริงของลูกจ้างด้วย โดยเฉพาะในสังคมไทยนั้น บางครั้งความซับซ้อน/ยืดหยุ่น ของชีวิตลูกจ้างที่เชื่อมโยงกับภาคชนบทก็ยังซับซ้อน ซึ่งยังไม่ได้พูดกันมากนัก ราวกับเชื่อว่าการไม่พูดของการเชื่อมโยงในเรื่องนี้ก็คือการทำให้ชนบทนั้นยังเป็นหลังพิงสำคัญของประเทศนี้อยู่เสมอ หรือมองแยกส่วนระหว่างเมืองกับชนบทต่อไป

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์"
([email protected])