ข่าว

สดศรี พยากรณ์

สดศรี พยากรณ์

12 เม.ย. 2554

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจกรรมพรรคการเมือง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้แสดงความเห็นอันน่าประหลาดใจสำหรับองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ในการจัดการดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมอีกครั้งหนึ่งว่า “ขณะนี้มั่นใจว่า

   ก่อนหน้านี้ นางสดศรีได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะลาออกจาก กกต. ซึ่งก็ก่อให้เกิดคำถามว่า กกต.ที่เหลือ 4 คนจะจัดให้มีการเลือกตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ต่อมาเธอได้ถอนตัวจากการเข้ารับการสรรหาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย องค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่ามีประเด็นการเมืองมากกว่าการไปสมัครคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นความผิด เป็นการทิ้ง กกต. อีกทั้งมีผู้ใหญ่หลายคนขอร้องว่า อย่าทิ้ง กกต.เพราะเห็นว่าการเมืองควรสงบ ไม่ต้องการให้เรื่องการลาออกเป็นประเด็นการเมือง ไม่ว่าจะอย่างไร การมีนางสดศรี สัตยธรรม อยู่ใน กกต.น่าจะส่งผลต่อความเชื่อถือใน กกต.ทั้งระบบ มากกว่าความวางใจ

 โปรดสังเกตว่า ทุกครั้งที่นางสดศรี สัตยธรรม เรียกนักการเมือง เธอจะเรียกว่านักเลือกตั้ง อันเป็นคำที่หมายถึง ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่แน่นอน ไม่มีจริยธรรรมและคุณธรรมทางการเมือง และพยายามสร้างภาพว่าตนเองมีฐานะเป็นตัวแทนของประชาชน บุคคลเหล่านี้จะลงสมัครเลือกตั้งทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง โดยไม่สนใจวิธีการได้มาของชัยชนะมุ่งหวังเพียงอย่างเดียวคือได้รับการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะทุจริตการเลือกตั้งก็ตาม ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองและพวกได้เป็นตัวแทนของประชาชนโดยผ่านพิธีกรรมการเลือกตั้ง แม้จะมีความจริงอยู่บ้าง แต่ก็มิได้แปลว่า การเมืองไทยเลวร้ายทั้งระบบ นักการเมืองคือนักเลือกตั้งทั้งหมด

 นางสดศรี สัตยธรรม ได้แสดงความเห็นดีเห็นงามในการปฏิวัติ ครั้งนี้ หากเลือกตั้งไม่สงบ ก็จะมีคนเข้ามาจัดการ แน่นอนว่า หลายคนคงเป็นห่วงสถานการณ์การเมือง ภายหลังการเลือกตั้ง เพราะความเห็นที่แตกต่างกันของนักการเมือง ก็ยังนำไปสู่การสร้างความเดือดร้อน วุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองอยู่เนืองๆ แต่เมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว ทุกคนจำเป็นต้องเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งย่อมสะท้อนเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ ซึ่งคนส่วนน้อยจะต้องให้การเคารพและยอมรับ บางทีความกังวล ไม่สบายใจของผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ที่เห็นว่าศาลไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าในนามของศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่การไปเป็น กกต.ที่ไม่ได้ต้องการความรู้เรื่องกฎหมายเท่านั้น อาจจำเป็นต้องทบทวนกันอย่างจริงจัง