
"ไม่เคยเห็นเลือกตั้งสุจริต"
การแบ่งเขตเลือกตั้งการกำหนดพลเมืองถือเป็นงานหนักที่สุดของ กกต. เพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งจะส่งผลต่อผู้สมัคร ดังนั้นทุกครั้งที่มีการแบ่งเขตเลือกตั้งจะมีการร้องเรียนและเดินขบวนคัดค้านกล่าวหาว่า กกต.แบ่งเขตไม่ยุติธรรม ความจริงไม่ใช่งานยาก แต่จะสร้างความหนักใจ
หลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ทั้ง 3 ฉบับ พร้อมส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ จะเห็นว่าสิ่งที่ส.ส.วิตกกังวลมากในขณะนี้ถือ "การแบ่งเขตเลือก"
เพราะการเลือกตั้งที่จะมาถึงเป็นการเลือกตั้ง "แบบเขตเล็ก" บรรดาคอการเมืองทั้งหลายพากันวิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะดุเดือดเข้มข้นกว่าการเลือกตั้งทุกครั้ง เพื่อช่วงชิงการเป็น "ผู้นำ" จัดตั้งรัฐบาล
"ยุวรัตน์ กมลเวชช" อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายจัดการการเลือกตั้ง เมื่อปี 2540 ซึ่งเป็น กกต.ชุดแรก ที่จัดการเลือกตั้งแบบเขตเล็กเป็นกกต.ชุดที่แจกใบเหลือง-ใบแดงให้แก่ "ผู้สมัครส.ส." ชนิดไม่เกรงกลัวอิทธิพล จนเป็นที่เกรงขามของบรรดานักเลือกตั้ง บางครั้งเรียกสื่อมวลชนแถลงผลการเลือกตั้งเวลาเที่ยงคืน หรือตีหนึ่งก็เคยทำมาแล้ว เนื่องจากเกรงคำครหา เมื่อที่ประชุมมีมติจึงต้องแถลงข่าวทันที
ดังนั้นคำตัดสินของ "กกต.ชุดยุวรัตน์" จึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจาก "สังคม" ในขณะนั้นค่อนข้างสูง
สำหรับ "กกต." ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2540-26 พฤษภาคม 2544 ประกอบด้วย
1."ธีรศักดิ์ กรรณสูต" ประธานกรรมการการเลือกตั้ง 2."สวัสดิ์ โชติพานิช" กรรมการการเลือกตั้ง ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 3."ยุวรัตน์ กมลเวชช" กรรมการการเลือกตั้ง ฝ่ายจัดการการเลือกตั้ง 4."จิระ บุญพจนสุนทร" กรรมการการเลือกตั้ง ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง (แทนวิสุทธิ์ โพธิแท่น) 5."โคทม อารียา" กรรมการการเลือกตั้ง ฝ่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมี "ร.ต.วิจิตร อยู่สุภาพ" เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เมื่อการเลือกตั้ง "แบบเขตเล็ก" วนกลับมาใช้อีกครั้ง "ยุวรัตน์" ในฐานะอดีตฝ่ายจัดการเลือกตั้ง มองว่า การเลือกตั้ง "เขตเล็ก" จะดีหรือมีความรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับ "คู่แข่งขัน"
โดย "ยุวรัตน์" เปรียบเทียบการเลือกตั้งเหมือนกับการแข่งขันฟุตบอล ถ้าคู่แข่งฝีเท้าด้อยกว่าทีมที่เก่งก็สบายไม่เหนื่อยมาก แต่ถ้าเจอคู่แข่งที่ฝีเท้าเก่งเท่าๆ กันก็จะสู้กันอย่างเต็มที่ ถ้าเสมอก็ต่อเวลา แต่ถ้ายังยิงกันไม่ได้อีกก็ต้องวัดแพ้ชนะด้วย "ลูกโทษ"
แต่สถานการณ์การเมืองที่แบ่งแยกชัดเจนอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง "ยุวรัตน์" บอกว่า เดาไม่ออกว่าการแข่งขันครั้งนี้จะออกมารูปแบบไหน จนกว่าจะได้เห็นหน้าคู่แข่งขันของแต่ละพื้นที่ เพราะบางเขตเมื่อแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วก็ไปเจอผู้มีอิทธิพล หรือแกนนำของพรรคที่แพ้ไม่ได้ก็จะทำให้การเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าวหนัก
"การแบ่งเขตจะมีผลต่อการเลือกตั้ง สมมุติอำเภอ "ก." เป็นอำเภอใหญ่ที่สุด ถ้าไม่แบ่งเขตใหม่ ผู้สมัครในเขตนี้ชนะแน่ แต่เมื่อแบ่งเขตอำเภอ "ก." ใหม่ อาจทำให้ผู้สมัครต้องย้ายไปหาเสียงในพื้นที่อำเภออื่นด้วย อาจทำให้แพ้เลือกตั้งได้"
"ยุวรัตน์" บอกว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งการกำหนดพลเมืองถือเป็นงานหนักที่สุดของ กกต. เพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งจะส่งผลต่อผู้สมัคร ดังนั้นทุกครั้งที่มีการแบ่งเขตเลือกตั้งจะมีการร้องเรียนและเดินขบวนคัดค้านกล่าวหาว่า กกต.แบ่งเขตไม่ยุติธรรม ความจริงไม่ใช่งานยาก แต่จะสร้างความหนักใจ และรำคาญใจให้แก่ กกต.มากที่สุด
ส่วนแนวทางการปฏิบัติตัวระหว่างการทำหน้าที่ "กกต." เพื่อทำให้สังคมหรือประชาชนมีความเชื่อถือ "ยุวรัตน์" บอกว่า อยู่ที่การวางตัว อย่าเปิดช่องให้ใครว่าได้ ต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่เปิดชีวิตให้สังคมสงสัย
"สมัยที่ผมเป็น กกต.ผมไปไหนต้องระวังตัวไปหมด การเดินทางโดยเครื่องบินถ้าต้องเดินทางไปชั้น 1 เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนในบางครั้งเราก็ต้องยอม กับสื่อเมื่อก่อนก็ต่อว่าผมมากสุดท้าย ก็เข้าใจกัน เพราะเราแสดงความบริสุทธิ์ใจ ถามว่าจะไปตรวจที่ไหนก็บอกไม่รู้ ผ่านที่ไหนแวะตรวจพื้นที่นั้นเลย จะเห็นว่าผมเป็นคนปากร้าย มีอะไรพูดตรงๆ คนไหนได้ใบเหลืองใบแดง ก็บอกเหตุผลชัดเจน ผมกับผู้สมัครเหล่านี้ไม่เคยโกรธกันชนิดเอาเป็นเอาตาย การเรียกความน่าเชื่ออยู่ที่ตัวเอง ผมก็ไม่รู้ว่าทำอย่างไรให้คนเรา" อดีต กกต.ฝ่ายจัดการการเลือกตั้ง กล่าวอย่างอารมณ์ดี
ส่วนการทำงานร่วมกันของ กกต.ในขณะนั้น "ยุวรัตน์" เล่าให้ฟังว่า ไม่ทะเลาะกัน แต่จะเถียงกันมากกว่า แต่จะให้ความเคารพรุ่นพี่ตลอด และอยู่ที่ว่าการตัดสินใจทำร่วมกันหมดทุกคน
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "นักเลือกตั้ง" กับ "กกต." ในมุมมองของ "ยุวรัตน์" มองว่า นักการเมืองไม่เคยกลัว กกต. แต่กลัวคนรู้ทัน กกต.ต้องดูว่า นักการเมืองจะเล่นลูกไหน ถ้ายังใช้แบบเก่าๆ นักการเมืองไม่เกรงใจ บางครั้งใช้กฎหมายไปช่วยตัดสินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ การเลือกตั้งเป็นเกมชนิดหนึ่งต้องชิงเอาความได้เปรียบ เรื่องนี้ไปต่อว่าผู้แทนคงไม่ได้ เพราะทำอะไรก็หวังได้คะแนนนิยม ถ้าทำแล้วเสียคงไม่มีใครอยากทำ
สำหรับกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้า เนื่องจากเห็นว่ามีการ "ทุจริต" เกิดขึ้นนั้น "อดีตกกต.ฝ่ายจัดการเลือกตั้ง" มองว่า การให้มีเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะอยากให้คนมาใช้สิทธิกันมากๆ สิ่งไหนถ้าสะดวกทุจริตง่าย ถ้าเราทำอะไรละเอียดรอบครอบก็ทุจริตยากเป็นธรรมดา ทุกอย่างมีทั้งดีและเลว อยู่ที่เราจะเอาไปใช้อย่างไร
"ยุวรัตน์" ยังไม่เห็นด้วยที่ประชาชนบางกลุ่มจะ "โหวตโน" ไม่เลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมองว่า เสียของ และอยากให้ไปเลือกคนที่คิดว่าดีที่สุดในขณะนี้ เพราะถ้า "โหวตโน" อาจได้คนที่เขาไม่อยากได้เข้ามานั่งในสภาก็ได้ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นการเลือกตั้งสุจริตสักครั้ง
"สมถวิล เทพสวัสดิ์"



