
งานวิจัยกับตำรวจยุคใหม่ (2)
เมื่อวานว่ากันถึงอะไรที่ไม่ได้ผลในงานตำรวจ
จากงานวิจัยและศึกษาตามทฤษฎีของโลกอาชญากรรมที่แท้จริง การแก้ไขปัญหาลดตัวเลขคดี สร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน
ทั้ง 5 หัวข้อที่ว่าไปแล้ว ล้วนอยู่ในแผนการปฏิบัติงานจริงของตำรวจไทย ไม่ว่างานสายตรวจ การปราบปราม หรือการจับกุมของฝ่ายสืบสวนสอบสวน แต่ทั้งหมดกลับไม่ได้ทำให้สถานการณ์โจรผู้ร้ายดีขึ้น
ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการศึกษาถึงเหตุแห่งคดีอย่างเต็มรูปแบบ นำไปใส่ไว้ในงานป้องกันและปราบปราม จนสถิติคดีลดลงอย่างชัดเจน
ก่อนที่บ้านเราจะไปถึงจุดนั้น ยังต้องได้รับการปรับปรุงงานตำรวจอีกมากมาย
ไม่ใช่เพียงทฤษฎีตำรวจในโลกใหม่เท่านั้น ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ที่ยังฝังตัวอยู่อย่างแน่นหนา กินลึกถึงแกนในทุกระดับชั้นการบังคับบัญชา
จนงานที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนถูกลดทอนลงไป
มีตัวอย่างในสหรัฐ ที่อดีตเคยใช้วิธีการปฏิบัติแบบเดิมๆ แต่ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านอุ่นใจขึ้น
ประเด็นสำคัญที่พบคือ ตำรวจสายตรวจในสหรัฐ ไม่ค่อยประสบพบเหตุใกล้เคียงกับตำรวจไทยเช่นกันทั้ง 1.คดีการทำร้ายร่างกายเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ (MUGGING) 2.การข่มขืน (RAPE) 3.การปล้นทรัพย์ (ROBBERY) 4.การลักเล็กขโมยน้อย ย่องเบา (BURGLARY) และ 5.การฆาตกรรม (HOMICIDE)
6.การไปที่เกิดเหตุให้เร็วขึ้น (IMPROVING RESPONSE TIME ON CALLS) ไม่มีผลทำให้ประชาชนพอใจมากขึ้นนักและไม่มีผลต่อการเพิ่มโอกาสจับกุมคนร้าย (แต่อย่างไรก็ต้องรีบไป เพื่อลดการตำหนิ)
7.ลำพังในการสืบสวนคดีอาชญากรรมอย่างเดียว (CRIMINAL INVESTIGATIONS ALONE) ไม่ได้แก้ปัญหาอาชญากรรม ไม่ได้ลดตัวเลขอาชญากรรม ปัจจัยอื่นๆ ต่างหากที่มีผลมากกว่า เช่น พยานเห็นคนร้ายแล้วชี้ตัว มีป้ายทะเบียนรถตกอยู่หรือมีภาพในกล้องวงจรปิด เป็นต้น
หัวข้องานวิจัยทั้งหมดนี้ได้รับการพิสูจน์มาระดับหนึ่ง จนองค์กรตำรวจในสหรัฐและอีกหลายประเทศ เริ่มนำมาศึกษาควบคู่กับกายภาพอาชญากรรมของประเทศนั้นๆ
ถือว่าเป็นแนวการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อปราบโจรผู้ร้ายในยุคโลกใหม่ เพื่อหาแนวทางลดสถิติคดีให้ลดน้อยลง
ที่สำคัญต้องถามตัวเองว่า ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงหรือสู้กับอาชญากรได้ถูกทางหรือไม่ !!
"ชัยกร ใบเงิน"



