
เรียงข่าวร้อยคน (อังคารที่ 12 เมษายน 2554)
00บอกตามตรงว่าผมเองออกจากท้องทุ่งบ้านแหลม อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี 2518 ซึ่งเป็นปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งหนึ่งของภาคใต้ ครั้งนั้นเรือของชาวบ้านที่อยู่ใต้ถุนบ้านไหลออกมาเองโดยไม่ต้องไปพายออกมา ถนนกลายเป็นคลองไปในบัดดลเช่นเดียวกัน สร้างความเสียหายแก่นาข้าวของชาวบ้านย่อยยับ ครั้งนั้นพ่อแม่ผมตัดสินใจว่า "อพยพไปอยู่สงขลา" เพราะถ้ายังอยู่ในท้องทุ่งแห่งนี้ต่อไปไม่แน่ใจว่าจะเอาชีวิตรอด และส่งเสียลูกให้เล่าเรียนได้หรือไม่ ผมไปเรียนต่อที่สงขลาพร้อมกับการย้ายถิ่นฐานไปทำมาค้าขายที่นั่น
00ภาพในอดีตยังจำติดตาครับว่า ท้องทุ่งตำบลแหลมนั้น ชาวบ้านทำการเกษตรเชิงเดี่ยว คือทำนา จะมีการปลุกพืชผักอย่างอื่นบ้างก็เฉพาะเพื่อกินเองในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปลูกพริกขี้หนู ปลูกกล้วย ปลูกมะพร้าว หรือพืชผักสวนครัวอย่างอื่น แต่ไม่ได้ปลูกเพื่อการค้าขาย เพียงแต่ว่าถ้าเหลือจากการกินในครอบครัว อาจจะส่งขายบ้าง แต่ไม่ถือว่าเป็นอาชีพ อาชีพหลักคือทำนาจริงๆ และเป็นท้องทุ่งที่มีการทำนากันมากอันดับต้นๆ ของนครศรีธรรมราช
00ผมได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดบ้างเป็นครั้งคราวไป แต่ไม่เคยได้สังเกตหรือสัมผัสในเชิงลึก แต่น้ำท่วมคราวนี้ (2554) ได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง และได้สัมผัสในเชิงลึกมากกว่าทุกครั้ง ถึงได้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงไป การทำนาก็ถือเป็นอาชีพหลักอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ข้าวส่งให้กรมการข้าวเข้าไปอีกต่างหาก แต่พื้นที่ทำนาลดลง เริ่มมีพืชการเกษตรใหม่ๆ เข้ามาปลูกในพื้นที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม แตงโม และพริกขี้หนู
00เพิ่งจะรู้จริงๆ ครับว่า ตำบลแหลมบ้านเกิดของผมกลายเป็นแหล่งปลูกพริกขี้หนูที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และเพิ่งจะปลูกกันจริงๆ จังๆ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง มีพื้นที่ปลูกพริกขี้หนูมากถึงเกือบ 2 หมื่นไร่ พริกขี้หนูกลายเป็นพืชเศรษฐกิจให้แก่ตำบลไม่แตกต่างจากข้าว แต่น่าเศร้าใจครับ น้ำท่วมครั้งนี้ ทั้งนาข้าว และสวนพริกขี้หนูของชาวบ้านได้รับความเสียหายเกือบ 100% ไม่เว้นแม้กระทั่งแปลงเพาะพันธุ์ข้าวของชาวบ้านที่กำลังตั้งท้อง และอีกไม่นานจะต้องเก็บเกี่ยวส่งให้ศูนย์เพาะพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี เพื่อจำหน่ายให้แก่ชาวนาในฤดูกาลต่อไป
00แม้น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมาจะไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ชาวบ้านในท้องทุ่งแห่งนี้มากนัก เนื่องจากโดนแค่หางเลขเท่านั้น แต่สำหรับครั้งนี้แล้ว บอกได้เลยครับว่าไปเห็นมากับตา ชาวนายืนดูแปลงนาด้วยสายตาเศร้าสร้อย และเล่าให้ฟังด้วยน้ำตาคลอเบ้า รอเวลาให้รัฐบาลยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งการเยียวยาเบื้องต้น 5,000 บาท และการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อเดินหน้าสู้ชีวิตต่อไป
"นายหัวไทร"



