
โพลล์ชี้คนอยากเที่ยวสงกรานต์ในปท.
เอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจ เรื่อง"การวางแผนและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์" พบกลุ่มตัวร้อยละ 97.5 ระบุขอเที่ยวในประเทศ โดยร้อยละ 61.7 ชอบเที่ยวตจว. เช่น เชียงใหม่ , ขอนแก่น ชลบุรี อยุธยา และอุบลฯ ส่วนร้อยละ 76.4 อยากจะไปกับครอบครัว สำหรับค่าใช้
(11เม.ย.) ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ อาจารย์โครงการบัณฑิตวิทยาลัยด้านการท่องเที่ยว ร่วมกับ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง การวางแผนและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 1,509 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5 - 10 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา
จากการสอบถามผู้ที่ตั้งใจจะเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่าตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.5 ตั้งใจจะเที่ยวในประเทศ โดยมีเพียงร้อยละ 2.5 เท่านั้นที่ระบุจะไปต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว พม่า และออสเตรเลีย เฉพาะตัวอย่างที่ระบุจะเที่ยวในประเทศ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.7 ตั้งใจจะเที่ยวต่างจังหวัด โดยเฉพาะเชียงใหม่ ชลบุรี อยุธยา ขอนแก่น และอุบลราชธานี ส่วนตัวอย่างอีกร้อยละ 38.3 ตั้งใจจะเล่นสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ/ปริมณฑล ที่น่าสนใจคือตัวอย่าง 2 ใน 3 หรือร้อยละ 67.4 ระบุเป็นการกลับไปเที่ยวที่เดิมจากปีที่แล้ว ขณะที่ร้อยละ 32.6 ระบุไปที่ใหม่
เมื่อถามถึงสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ทำให้เปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางหรือไม่ พบว่าส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 69.4 ระบุไม่เปลี่ยน เพราะไม่ตั้งใจจะไปเที่ยวภาคใต้อยู่แล้ว ขณะที่ร้อยละ 16.9 ไม่เปลี่ยน เพราะยังจะไปเหมือนเดิม โดยมีร้อยละ 13.7 ที่ระบุเปลี่ยน โดยไปภาคอื่นแทน สำหรับผู้ร่วมเที่ยวสงกรานต์ด้วยนั้น พบว่ากว่า 3 ใน 4 หรือร้อยละ 76.4 จะไปกับครอบครัว รองลงมาร้อยละ 13.7 จะไปกับเพื่อน และร้อยละ 7.6 จะไปกับแฟน/คนรัก
ด้านการวางแผนค่าใช้จ่าย พบว่าค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์เฉลี่ยอยู่ที่ 6,898.00 บาท และอาจจ่ายมากกว่านั้นได้สูงขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ 7,205.11 บาท ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 47.3 ระบุเป็นค่าใช้จ่ายเท่าเดิมเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่ร้อยละ 44.5 ระบุเพิ่มขึ้น โดยมีเพียงร้อยละ 8.2 ที่ระบุลดลง โดยให้เหตุผลว่าต้องการประหยัด ไม่อยากซื้ออะไรมากมาย / เศรษฐกิจไม่ดี มีรายได้ลดลง ไม่ค่อยมีเงิน / ไม่ได้ไปต่างจังหวัด ส่วนที่มาของเงินที่เตรียมไว้ใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่าส่วนใหญ่ใช้เงินที่มีอยู่ที่บ้าน (ร้อยละ 60.3) และมีไม่น้อยที่ถอนจากธนาคารของตนเอง (ร้อยละ 47.7) แต่ก็มีบ้างเล็กน้อยที่จะยืมจากคนใกล้ชิด (ร้อยละ 1.6) ซึ่ง
ตัวอย่าง 2 ใน 3 หรือร้อยละ 66.4 ระบุว่ารายการที่ต้องจ่ายมากที่สุดในการท่องเที่ยว คือค่าอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่ร้อยละ 24.7 ระบุค่าเดินทาง เช่น ตั๋วโดยสาร ค่าน้ำมัน ส่วนที่ระบุค่าที่พัก ค่าของที่ระลึก ค่าเข้าชมและกิจกรรมต่างๆ มีเพียงเล็กน้อย
คณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงกิจกรรมที่จะทำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ ทำบุญ (ร้อยละ 56.6) สังสรรค์กับครอบครัว / รวมญาติ เพื่อนฝูง (ร้อยละ 53.2) กลับบ้านต่างจังหวัด (ร้อยละ 42.5) ไหว้พระตามวัดต่างๆ (ร้อยละ 38.0) และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ (ร้อยละ 33.8)
ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักต่างๆ โดยภาพรวมคงไม่ได้รับประโยชน์มากนัก เพราะคนส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยวในลักษณะกลับบ้านเยี่ยมญาติพี่น้อง แต่สินค้าที่จะได้ คืออาหารและเครื่องดื่มตามร้านอาหาร หรือร้านสะดวกซื้อในภูมิภาคต่างๆ มากกว่า นอกจากนี้ แม้จะมีภัยพิบัติและเหตุการณ์วิกฤตต่างๆ สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์นี้คงไม่เงียบเหงา และจะยังเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดี โดยมีการบ่งชี้ว่าจะมีการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าภาคใต้ได้รับผลกระทบแน่นอนเนื่องจากนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงที่หมายไปเป็นจังหวัดและภูมิภาคอื่นๆ แทน แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของประเทศยังคงเป็นไปในเชิงบวก เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยส่วนใหญ่ยังคงเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่าเดินทางไปต่างประเทศ
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.1 เป็นชาย ร้อยละ 52.9 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.4 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 17.8 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 24.1 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 23.0 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 30.7 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 79.3 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 19.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 0.9 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 51.2 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 21.6 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 9.0 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 6.9 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 6.2 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 2.7 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 2.4 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 13.3 ระบุรายได้ ไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 47.3 ระบุ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 17.3 ระบุ 10,001-15,000 บาท ร้อยละ 10.4 ระบุ 15,001-20,000 บาท และร้อยละ 11.7 ระบุมากกว่า 20,000 บาท ตามลำดับ



