ข่าว

หยุดกฎหมายลิดรอนสิทธิ

หยุดกฎหมายลิดรอนสิทธิ

11 เม.ย. 2554

วุฒิสภา เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 ได้ผ่านกฎหมายอันมีลักษณะลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน คือ ร่าง พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มเขี้ยวเล็บให้คณะกรรมาธิการของสภา จากเดิมที่คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกส

 อย่างไรก็ตาม การที่กรรมาธิการในระบบรัฐสภาไทย ไม่เป็นที่ยอมรับ และมีผู้ให้ความร่วมมือน้อย ประการสำคัญย่อมมาจากกรรมาธิการเอง ผู้ที่เคยไปชี้แจงต่อกรรมาธิการ ต่างมีประสบการณ์ไม่แตกต่างกัน นั่นคือความรู้ของกรรมาธิการในเรื่องที่เชิญบุคคลมาชี้แจง แสดงเหตุผลใดๆ มีน้อย จนสร้างความเบื่อหน่ายให้แก่ผู้ชี้แจง ในบางครั้งกรรมาธิการก็แสดงอำนาจกับผู้มาชี้แจง ใช้ถ้อยคำคล้ายผู้มาชี้แจงเป็นลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งที่ผู้ที่มาชี้แจงจำนวนไม่น้อย มีความรู้ มีวุฒิภาวะสูงกว่าผู้ที่เรียกเขามาชี้แจงหลายเท่า ฉะนั้น ผู้ที่ถูกเรียกมาชี้แจง จึงมักจะมอบให้ตัวแทน หรือผู้ที่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้อง มารับฟังกรรมาธิการเท่านั้น การที่นักการเมืองพยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้ จึงอาจเป็นเพียงการลบปมด้อยของตัวเอง ข่มขู่ให้กลัว โดยที่ไม่ได้มองคุณภาพการทำงานของกรรมาธิการเลย

 รัฐธรรมนูญมาตรา 135 ให้อำนาจคณะกรรมาธิการไว้เพียงพอแล้ว การที่คณะกรรมาธิการจะเพิ่มอำนาจในการลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้การทำงานของกรรมาธิการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตรงกันข้าม อาจจะได้รับการต่อต้านมากขึ้น และก็ทำให้คณะกรรมาธิการทำงานยากขึ้น นอกจากงานผลาญงบประมาณแผ่นดิน ในการยกพลไปเที่ยวต่างประเทศ โดยอ้างว่าไปดูงานในแต่ละปี ซึ่งไม่ได้เป็นมรรคเป็นผลอะไรกับการทำงานแล้ว ยังมีเหตุอันควรสงสัยว่า กฎหมายฉบับนี้ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยหรือไม่ และในท้ายที่สุดก็อาจมีผู้โต้แย้งเพื่อให้ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในอำนาจของคณะกรรมาธิการ ซึ่งกลายเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐอีกกลุ่มหนึ่ง ว่ามีอำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่

 กฎหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจคณะกรรมาธิการสามารถออกคำสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทำ หรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยู่นั้นได้ และให้คำสั่งเรียกมีผลบังคับตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้ก็ตราขึ้นโดยอาศัยบทบัญญัติที่จะให้กฎหมายมีผลบังคับนั่นเอง แน่นอนว่าทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ต่างต้องเห็นพ้องในอำนาจที่เพิ่มขึ้น แต่ความยุ่งยากในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรจะต้องให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ที่ส่งคืนมาจากวุฒิสภา เพื่อความรอบคอบและเพื่อให้การทำงานของคณะกรรมาธิการมีประสิทธิภาพ สภาผู้แทนอาจชะลอให้ความเห็นชอบไว้ก่อน โดยตั้งคณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง