ข่าว

ญีปุ่นพบเงินจุด'สึนามิ'ถล่ม10ล้านเยน

ญีปุ่นพบเงินจุด'สึนามิ'ถล่ม10ล้านเยน

09 เม.ย. 2554

เจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ซึ่งถูกคลื่นยักษ์สึนามิถล่มนำส่งเงินสดนับสิบล้านเยนที่พบในซากปรักหักพังตามแนวชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศให้ตำรวจหาเจ้าของต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ (9 เม.ย.) ว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรู้สึกหมดหวังในการตามหาตัวเจ้าของเงินสดที่หน่วยกู้ภัยและประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งถูกแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม นำส่งให้ตำรวจ โดยพบเงินสดในกระเป๋าเงินร่วมกว่า 10 ล้านเยน (ประมาณ 4 ล้านบาท) ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสูงกว่า 1.27 หมื่นคน และสูญหายกว่า 1.5 หมื่นคน
 กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดว่า ให้ผู้ที่เก็บเงินที่ไม่มีเจ้าของไว้เป็นเวลา 3 เดือน และหากเจ้าของเงินไม่ประสงค์จะทวงถามเงินหรือไม่สามารถแสดงตนภายใน 2 เดือนหลังจากระยะเวลาที่ผู้เก็บเงินดังกล่าวครอบครองครบ 3 เดือน เงินจำนวนดังกล่าวจะตกเป็นของผู้เก็บได้ หรือถือเป็นสินทรัพย์ของรัฐบาลท้องถิ่น
 เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดอิวาเตะ และมิยางิ ซึ่งถูกคลื่นยักษ์สึนามิซัดรุนแรงที่สุด ต้องรับกระเป๋าเงินที่บรรจุเงินสดหลายต่อหลายใบในแต่ละวัน ซึ่งตำรวจในจังหวัดมิยางิระบุว่า สามารถคืนเงินให้เจ้าของได้เพียง 10% ของจำนวนกระเป๋าเงินที่ได้รับมาทั้งหมด โดยเป็นกระเป๋าเงินที่มีบัตรประชาชนแสดงรายละเอียดของเจ้าของไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น
 ด้านผู้ประสบภัยรายหนึ่งในจังหวัดมิยางิเรียกร้องให้ประชาชนที่เก็บเงินได้จากซากปรักหักพังในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ บริจาคเงินที่เก็บมาได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แทนที่จะเก็บไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเอง

พบเด็กกำพร้าเพราะแผ่นดินไหว-สึนามิ 82 คน

 ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยว่า พบเด็กอย่างน้อย 82 คน ต้องเป็นกำพร้าเพราะพ่อแม่เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ และคลื่นยักษ์สึนามิถล่มเมืองชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสถิติเด็กกำพร้า 68 คน เพราะเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมืองโกเบ เมื่อปี 2538 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 6,400 คน
 ทางการเปิดเผยว่า เด็กกำพร้า 44 คน อาศัยอยู่ในจังหวัดอิวาเตะ 30 คน อาศัยในจังหวัดมิยางิ และอีก 8 คน อาศัยในจังหวัดฟูกูชิมะ
 เมื่อวันเสาร์ (9 เม.ย.) ผู้บริหารโรงแรมเดอะ แกรนด์ ปรินส์ โฮเทล อาคาซากะ ในกรุงโตเกียว ตัดสินใจเปิดโรงแรมระดับหรูที่ปิดให้บริการแล้ว เพื่อรอการทุบทิ้งให้เป็นที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว-สึนามิ รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ
 โรงแรมแห่งนี้เปิดให้เป็นที่พักสำหรับชาวบ้านในจังหวัดฟูกูชิมะ ที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ซึ่งเสี่ยงต่อการรับสารกัมมันตรังสีเข้าร่างกาย คาดว่าจะมีผู้อพยพ 360 คน เข้ามาใช้บริการที่โรงแรมแห่งนี้ จนกว่าจะมีที่อยู่ใหม่ หรือสามารถกลับไปยังบ้านเกิด
 โรงแรมแห่งนี้มีความสูง 30 ชั้น ห้องพัก 700 ห้อง เพียงพอต่อการรับแขก 1,600 คน รัฐบาลท้องถิ่นของกรุงโตเกียวได้เช่าโรงแรมแห่งนี้ เพื่อใช้เป็นที่พักพิงของผู้ประสบภัยตั้งแต่เวลานี้จนถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่โรงแรมแห่งนี้จะถูกรื้อถอนตามกำหนด หลังจากเปิดให้บริการมานาน 29 ปี
 อย่างไรก็ตาม ทางโรงแรมคิดค่าใช้จ่ายเป็นค่าอาหารจากผู้อพยพวันละ 450 บาท ขณะที่ศูนย์อพยพของทางการแห่งอื่นๆ มีการแจกอาหารแก่ผู้อพยพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ห้ามปลูกข้าวในนาเปื้อนรังสี

 ทางการญี่ปุ่นประกาศห้ามชาวนาในพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ ปลูกข้าวในนา หากพบว่าพื้นดินในนามีสารกัมมันตรังสี โดยเฉพาะซีเซียมเกินกำหนด โดยปัจจุบันพบพื้นที่นาเพียง 2 แห่ง ในหมู่บ้านอิตาเตะ ที่ตั้งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ 40 กิโลเมตร ที่มีปริมาณสารกัมมันตรังสีเกินกำหนดปลอดภัย
 เมื่อวันศุกร์ (8 เม.ย.) นายมิชิฮิโกะ คาโนะ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร เปิดเผยว่า ทางการจะออกมาตรการจัดการการผลิตอาหารในเร็ววันนี้ เพราะใกล้ช่วงที่จะมีการปลูกพืชอาหารแล้ว โดยจะเปิดรับความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการจัดการพื้นดินที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี
 ทางการกำหนดมาตรฐานปริมาณสารกัมมันตรังสีในพื้นที่นาที่จะปลูกข้าวได้นั้น ต้องมีสารกัมมันตรังสีไม่เกิน 10 เท่าของปริมาณที่ปลอดภัย เพราะข้าวจะซึมซับสารกัมมันตรังสีจากพื้นดินเข้าไประหว่างการปลูก
 ก่อนหน้านี้ ที่เจ้าหน้าที่บริษัทโตเกียว เพาเวอร์ อิเล็กทริก (เทปโก) ปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีลงทะเลทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อการบริโภคอาหารโดยเฉพาะปลาดิบ หรือ ซูชิ จนทางการต้องกำหนดปริมาณสารกัมมันตรังสีในปลาเพื่อสร้างความมั่นใจในการบริโภคมากขึ้น แม้จะยืนยันว่ามีการพบปริมาณกัมมันตภาพรังสีในทะเลลดลง หลังจากเจ้าหน้าที่ปล่อยน้ำปนเปื้อนลงทะเลแล้ว
 ญี่ปุ่นผลิตข้าวประมาณ 8.5 ล้านตัน ในปี 2553 เพื่อตอบสนองความต้องการการบริโภคภายในประเทศ และ ส่งออกไปยังต่างประเทศเพียง 1,900 ตัน โดยฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน เป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวจากญี่ปุ่นรายหลัก ทั้งนี้จังหวัดฟูกูชิมะซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิเป็นแหล่งผลิตข้าวอันดับ 4 ของประเทศ โดยมีกำลังผลิต 4.5 แสนตันต่อปี
 ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า การบริโภคข้าวหรือผลิตภัณฑ์นมปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะผู้บริโภคต้องรับประทานข้าวจำนวนมหาศาลกว่าจะได้รับรังสีในระดับเดียวกับที่ใช้ในเครื่องซีทีสแกน ที่ใช้ในทางการแพทย์ แต่ที่น่ากังวลคือ การสะสมของสารซีเซียมในร่างกาย หากได้รับในปริมาณมากก็จะเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ปัจจุบันยังมีการพบสารซีเซียมจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลปนเปื้อนในพื้นดินในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และออสเตรีย แม้ว่าวิกฤติโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลจะผ่านพ้นไปแล้ว 25 ปี
 เจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นยังเปิดเผยด้วยว่า ได้ยกเลิกการห้ามนำส่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผักโขม และผักฮากินะที่ผลิตในจังหวัดกุนมะ รวมทั้งผลิตภัณฑ์นมที่มีแหล่งผลิตในพื้นที่ทางตะวันตกของจังหวัดฟูกูชิมะ

สหรัฐส่งปั๊มคอนกรีตยักษ์ช่วยลดความร้อนโรงไฟฟ้า

 เจ้าหน้าที่เทปโกพยายามหยุดยั้งการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีสู่สิ่งแวดล้อม โดยฉีดน้ำระบายความร้อนให้เตาปฏิกรณ์ แต่เชื่อว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งวันเสาร์ (9 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ใช้ไนโตรเจนเหลวฉีดเข้าไปในโดมเตาปฏิกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงการก่อตัวของก๊าซไฮโดรเจนที่เป็นสาเหตุของการระเบิดของอาคารเตาปฏิกรณ์ทั้ง 3 ครั้ง
 ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกากำลังลำเลียงปั๊มคอนกรีตประสิทธิภาพสูงของบริษัทพุทซ์ไมเซอร์ขนาด 95 ตัน ที่สามารถส่งน้ำขึ้นไปยังอาคารสูงๆ จากเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย และลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ไปยังญี่ปุ่น เพื่อช่วยลำเลียงฉีดน้ำเข้าไปยังพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ
 ทั้งนี้ หากจำเป็นปั๊มคอนกรีตยักษ์อาจถูกใช้ในการเทคอนกรีตฝังเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เสียหายไปด้วย ซึ่งหลังเกิดภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลของอดีตสหภาพโซเวียต เมื่อปี 2526 บริษัทพุทซ์ไมเซอร์ได้ส่งปั๊มคอนกรีต 11 เครื่อง ไปเทคอนกรีตปิดพื้นที่ภายในโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลด้วยเช่นกัน
 เจ้าหน้าที่ของพุทซ์ไมเซอร์ในญี่ปุ่น ได้ติดต่อไปยังเทปโก หลังจากเห็นการใช้เฮลิคอปเตอร์และรถดับเพลิงระดมฉีดน้ำเข้าใส่โรงไฟฟ้า และได้จัดการเปลี่ยนเส้นทางปั๊มคอนกรีตที่มีขนาดเล็กกว่า จากเวียดนามไปยังญี่ปุ่นและคนงาน 12 คน ได้ใช้ปั๊มคอนกรีตเครื่องนี้ สูบน้ำทะเล 150 ตัน สำหรับบ่อแช่แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพียง 1 บ่อ และต้องใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง ทำให้ต้องการแขนยกเพิ่ม
 การขนย้ายปั๊มคอนกรีตขนาดยักษ์จากแอตแลนตา ต้องอาศัยการจ้างเครื่องบินบรรทุกแอนโตนอฟ 124 ของรัสเซีย ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเครื่องบินบรรทุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีกำหนดนำปั๊มคอนกรีตออกจากสนามบินนานาชาติลอสแองเจลิสและแอตแลนตาของสหรัฐในวันเสาร์ (9 เม.ย.) โดยบริษัทได้ขายปั๊มคอนกรีตยักษ์ให้ญี่ปุ่น 2 เครื่อง ราคาเครื่องละ 2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 60 ล้านบาท) โดยเทปโกรับผิดชอบค่าขนส่งเอง