
โอกาสได้-เสียไทย"อาเซียนหนึ่งเดียว2558"
อีกเพียง 3 ปีเท่านั้น อาเซียน 10 ประเทศ จะรวมเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ไม่มีเขตแดน ไม่มีภาษี ไม่มีการกีดกันทางการค้า ประเทศสมาชิกมีพันธกรณีที่จะต้องลด/เลิกมาตรการต่างๆ
ที่มิใช่ภาษีที่เป็นอุปสรรคทางการค้า (NTBs) รวมถึงการลด/เลิกโควตาภาษีด้วย เมื่ออาเซียนลดภาษีระหว่างกันแล้ว จึงมุ่งเป็นฐานการผลิตร่วมกันทั้งด้านสินค้า บริการและการลงทุน เพื่อไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งคล้ายๆ กับการรวมตัวของสหภาพยุโรป
เริ่มต้นของอาเซียนหนึ่งเดียวจะปรากฏชัดเจนคือ เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เริ่มจากแรงงานฝีมือ แพทย์ พยาบาล บัญชี ฯลฯ ตามด้วยเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุนจะเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ถึง 70% เพิ่มจากกฎหมายที่ให้ต่างชาติถือหุ้นเพียง 49% จึงเป็นโอกาสที่ต้องเตรียมพร้อม เรียนรู้ เพราะมีผลกระทบต่อชีวิต การค้า การลงทุน ทุกด้าน
เป้าหมายการรวมตัวกันนี้ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองของอาเซียนที่มีประชากรรวมกันประมาณ 580 ล้านคน ย่อมมีขนาดของเศรษฐกิจที่ไม่แพ้สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น การรวมกลุ่มเพื่อเป็นฐานการผลิตร่วมกันในระดับภูมิภาคจะต้องลดภาษีระหว่างกันให้ได้มากที่สุด ที่ผ่านมาอาเซียนได้เริ่มลดภาษีตั้งแต่ปี 2536 แล้ว และทยอยลดเรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยในวันที่ 1 มกราคม 2553 สมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน ภาษีสินค้าจะเป็น 0%
วันนี้ ถ้าสังเกตให้ดี มีพาสปอร์ตเล่มเดียวก็เดินทางไปได้ทั่วอาเซียน โดยไม่ต้องขอวีซ่าแล้ว และรายการสินค้าของอาเซียนทั้งหมด 8,300 รายการ มีเพียง 93 รายการเท่านั้นที่ไม่ต้องลดภาษีเหลือ 0% สำหรับไทยมีสินค้าอ่อนไหว 4 รายการที่จะลดภาษีเหลือ 5% (ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง และกาแฟ)
การยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม เป็นการเพิ่มโอกาสในการผลิตและขยายตลาดส่งออกสำหรับสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกสูง ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยางพาราแท่ง/ยางแผ่นรมควัน ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ข้าว (อินโดนีเซียผูกพันภาษีข้าวภายใต้ดับเบิลยูทีโอ 160% แต่ผูกพันภายใต้อาเซียน 25%) อาหารสำเร็จรูป (อาหารกระป๋อง) น้ำตาลทราย ที่อินโดนีเซียจะลดเหลือร้อยละ 5-10 และฟิลิปปินส์ จะลดเหลือ 5% ในปี 2015 (2558)
ตลาดสินค้าไทยใหญ่มากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ 60 ล้านคน แต่จะเป็นตลาดที่มีขนาดถึง 580 ล้านคนและอาจจะสามารถขยายไปได้มากกว่านั้น ภายใต้ความตกลงเอฟทีเอ ที่อาเซียนได้ทำกับประเทศคู่ค้าสำคัญ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
จุดแข็งของแต่ละประเทศมาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
- กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม มีจุดเด่นในด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ และแรงงาน
- สิงคโปร์ มาเลเซีย มีจุดเด่นในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
- อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นฐานการผลิต
ถ้าผู้ประกอบการเตรียมพร้อมก็จะได้ประโยชน์ เริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นเชิงรุก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าและบริการที่นำเข้าภายใต้การค้าเสรี ใช้ประโยชน์จากแหล่งวัตถุดิบ และทรัพยากรของกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อการผลิตอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น น้ำมัน ป่าไม้ เหมืองแร่ และแรงงาน
มองลู่ทางการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งจะเริ่มเปิดตลาดและสาขาการลงทุนต่างๆ มากขึ้น พัฒนาศักยภาพของบุคลากรเพื่อให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากร เพื่อให้มองกระแสการเปิดเสรีจากวิกฤติเป็นโอกาส และสามารถปรับตัวได้ทันตามเทคโนโลยีสมัยใหม่
ประโยชน์ที่"ไทย"จะได้รับจากการลดภาษี
@ ผู้บริโภคมีทางเลือกการบริโภคที่หลากหลายมากขึ้น และสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ต่ำลง ได้แก่ ปลาทะเล (สดแช่เย็น/แช่แข็ง) รถยนต์นั่ง 1500-2000 ซีซี โทรทัศน์สี เครื่องปรับอากาศแบบติดตั้งหน้าต่างหรือผนัง คอมเพรสเซอร์ พัดลม
@ สินค้าที่ผู้ประกอบการสามารถนำเข้ามาประกอบการผลิตภาษีที่ต่ำลง เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สิ่งปรุงแต่งที่ทำจากมอลต์ กระปุกเกียร์และคลัตช์ มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า โพลิอะซิทัลและโพลิเมอร์ในขั้นปฐม สไตรีน หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 1 เควีเอ ถุงกระสอบ กล่องหีบเพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า ตะปู สลัก เกลียวตะขอและของอื่นๆ ที่ทำจากเหล็กหรือเหล็กกล้าหรืออะลูมิเนียม ลวดไฟฟ้าทำด้วยทองแดง สายไฟจุดระเบิดในรถยนต์
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค
อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์



