
ครูเครียดน้ำท่วมกระโดดน้ำตาปีร่างหาย
ครูนครศรีธรรมเครียดน้ำท่วมบ้านกระโดดแม่น้ำตาปีฆ่าตัวตายยังค้นหาร่างไม่พบ พบรอยแยกใหม่หวั่นฝนมาอีกระลอก 8-12 เม.ย. ตามอุตุพยากรณ์ทำถล่มเพิ่ม ปธ.หอการค้าวอนนายกฯเร่งฟื้นฟูระบบเกษตรกรรม-สถาบันการเงินผ่อนชำระหนี้
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 8 เม.ย. พ.ต.ท.ธวัชชัย ดีลิ่น สวส.สภ.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุคนกระโดดลงแม่น้ำตาปีเพื่อฆ่าตัวตาย เหตุเกิด บริเวณริมฟุตบาทสวนสาธารณะตลาดทานพอ หมู่ที่ 3 ต.ไม้เรียง หลังจากรับแจ้งจึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ เป็นบริเวณสวนสาธารณะตลาดทานพอ ริมแม่น้ำตาปีตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบว่าที่ริมผนังกั้นฟุตบาทติดแม่น้ำตาปี มีกระเป๋าเสื้อผ้าใบหนึ่งวางอยู่ที่พื้นฟุตบาทในกระเป๋ามีแต่เสื้อผ้าแว่นตาและโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
สอบถามคนละแวกดังกล่าวซึ่งมีคนงานของโรงเลื่อยทานพอ อยู่ใกล้สวนสาธารณะแจ้งกับตำรวจว่าก่อนหน้านี้ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งมายืนเหม่อลอยอยู่ที่ริมตลิ่งแม่น้ำตาปีเป็นเวลา ต่อมาชายคนดังกล่าวปีนขึ้นผนังกั้นริมตลิ่งแล้วกระโดดลงไปในแม่น้ำท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากคนงานที่เห็นเหตุจึงวิ่งมายังจุดที่เกิดเหตุเพื่อที่จะช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถจะช่วยเหลือได้ และเห็นแต่ร่างชายคนดังกล่าวถูกกระแสน้ำไหลม้วนร่าง จมหายไป เจ้าน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับหน่วยกู้ภัยและชาวบ้านต่างพากันค้นหาแต่ยังไม่พบร่าง
ต่อมาได้มีนาย วินัย ธรฤทธิ์ อายุ 47 ปี ซึ่งเปิดร้านค้าอยู่ในตลาดทานพอ ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง เข้าพบตำรวจที่ สภ.ไม้เรียง และขอดูกระเป๋าเสื้อผ้าของชายที่กระโดดลงแม่น้ำแล้วแจ้งกับตำรวจว่าชายที่กระโดดลงแม่น้ำฆ่าตัวตายคือนายวิทยา เทพบุรี อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1796/18 ถนนท่าโพธิ์ ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นอาจารย์สอนสอนอยู่ที่โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเพื่อนกันได้เดินทางมาหาและพักอยู่ที่บ้านเมื่อคืนที่ผ่านมาซึ่งปกตินายวินัยจะเป็นคนที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูดและเมื่อคืนนี้ได้เล่าว่าเครียดมาก เพราะที่บ้านถูกน้ำท่วมเสียหายหมดแล้วไม่พูดอะไรอีกจนกระทั่งรุ่งเช้าได้บอกว่าจะเดินทางกลับบ้านแล้วออกจากบ้านไปกระทั่งได้ยินคนพูดกันว่ามีคนกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ด้วยความสงสัยจึงมาตรวจสอบที่สถานีตำรวจ คาดว่าการก่อเหตุดังกล่าวอาจจะเกิดความเครียดจากน้ำท่วมบ้านเสียหายจนหมดเนื้อหมดตัว จึงคิดฆ่าตัวตาย ล่าสุดขณะนี้ยังไม่พบร่างนายวินัยแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่นครศรีธรรมราช เมื่อ 8 เม.ย.54 ว่า การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเร่งฟื้นฟูเปิดทางสัญจรในพื้นที่ อ.นบพิตำ ที่ถูกตัดขาดจากกระแสน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงปริมาณมหาศาลนับสิบจุดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดที่มีสะพานข้ามธารน้ำสายต่างๆ โดยทีมทหารช่างจากกรม กองต่างๆ 1,000 นาย
นายเดชา กังสะนันท์ ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย อ.นบพิตำ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงความช่วยเหลือเข้าไปอีกหลายหมู่บ้านเนื่องจากยังไม่สามารถเดินทางด้วยรถได้ และยังเข้าไม่ถึงแม้แต่รถโฟลวีล เช่น หมู่ 3 หมู่ 6 หมู่ 7 และ?หมู่ 8 ต.นบติตำ การช่วยเหลือต้องใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นหลักแต่น้อยลง เพราะเส้นทางใช้การไม่ได้ ขณะนี้ต้องรอสะพานแบริ่งที่จะขนส่งมาถึงเป็นสะพานขนาดใหญ่ยาว 24 เมตร 3 ท่อน จากนั้นจะใช้เฮลิคอปเตอร์ดึงขึ้นไปวางตามจุดเชื่อมต่างๆ
พล.ต.เดชา กิ่งวงษา รองแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า กำลังพลจากหน่วยทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 43 จ.พัทลุง จำนวนหนึ่งพร้อมเครื่องจักรกลหนัก ได้เดินทางมาร่วมสมทบกับกำลังทหารช่างของกรมทหารช่างราชบุรี และเจ้าหน้าที่แขวงการทางนครศรีธรรมราช ได้เร่งระดมการซ่อมสะพานและถนนที่ถูกตัดขาดในพื้นที่ ต.กรุงชิง อีกหลายจุด โดยเฉพาะในพื้นที่ ม.3,6,7 และ8 ต.กรุงชิง ยังถูกตัดขาดอยู่ และจุดที่เจ้าหน้าที่ทหารช่างกำลังใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อซ่อมเชื่อมต่อสะพานข้ามคลองบ้านปากลง ม.5 และ ม.6 ต.กรุงชิง ซึ่งสะพานขาดเป็นระยะทางยาวถึง 100เมตร ทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งใช้สะพานแบริ่งจำนวน 3 ท่อนมาต่อเชื่อมกันเพื่อซ่อมสะพานบ้านปากลงให้ได้ภายในวันนี้ แต่ยังเป็นไปด้วยความยากลำบาก คาดว่าหากใช้สะพานแบริ่ง3ท่อนเชื่อมต่อกันได้ก็จะสามารถเปิดเส้นทางสายหลักเข้าไปในพื้นที่ ต.กรุงชิง ได้ตลอดสาย รวมทั้งวันนี้ทหารช่างยังนำรถแบ็คโฮและรถแทรคเตอร์กรุยดินที่ทลายลงลงมาทับ ปิดถนนในพื้นที่ ต.กรุงชิงหลายจุดเพื่อเปิดเส้นทางสายหลักให้มีการสัญจรไปมาได้สะดวก เพราะบางจุดมีดินทลายลงมาถล่มปิดถนนเหลือเพียง1เมตรเท่านั้นเมื่อเปิดเส้นทางให้กว้างขึ้นแล้วก็จะสามารถสัญจรได้สะดวกมากยิ่งขึ้น.
พบรอยแยกใหม่หวั่นฝนมาอีกระลอก8-12เม.ย.
ชาวบ้านในพื้นที่ ม.1 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช แจ้งทางเจ้าหน้าที่ว่าได้มีการพบรอยแยกจุดที่ 3 บนภูเขาแห่งใหม่บนยอดเขาเหล็ก ม.1 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอำเภอนบพิตำ และชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมกันเดินทางบินขึ้นไปตรวจสอบพบว่า รอยแยกดังกล่าวอยู่บนยอดเขาเหล็ก ม.1 ต.กรุงชิง ระยะทางยาวประมาณ 100 เมตร กว้าง 1 เมตร ส่วนความลึกนั้นยังไม่สามารถวัดได้ ซึ่งรอยแยกใหม่แห่งนี้เป็นจุดที่ 3 ที่มีการตรวจพบ โดยอยู่ห่างจากจุดรอยแยกจุดที่ 1 ที่พบครั้งแรกประมาณ 1 กม. เมื่อหลายวันก่อน และ พบรอยแยกที่ 2 บนยอดเขาหวายช่อ ม.2 ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ และวันนี้ก็มาพบรอยแยกที่ 3 เป็นจุดรอยแยกแห่งใหม่พล.ต.เดชา กิ่งวงษา รอง มทภ.4 และนายเดชา กังสนันท์ ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตรวจสอบรอยแยกดังกล่าวอย่างละเอียด และอพยพราษฎรที่อยู่บริเวณเชิงเขาใกล้รอยแยกดังกล่าวไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว
จัดแสดงหนังตะลุง-ศิลปินแสดงความบันเทิงปลอบใจชาวนบพิตำ
เมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้ ได้มีนายสมพงษ์ จิตรเที่ยง อายุ 35 ปีหรือ “หลวงไก่”นักร้องชื่อดังได้เดินทางมาเยี่ยมชาวบ้านที่ศูนย์อพยพ รร.นบพิตำวิทยา อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมทั้งมอบผ้าห่มจำนวน 100 ผืนเพื่อนำไปช่วยเหลือ ขณะเดียวกันได้มีนักศึกษาจากศูนย์นักศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง(กทม.)ร่วมกับเยาวชนกลุ่มนาครธิปไตย ได้ร่วมกันจัดแสดงคอนเสิร์ตงานลูกหลานห่วงใยส่งกำลังใจถึงบ้าน โดยมีศิลปินนักร้องชื่อดังคือ เอ๋ สันติภาพ และหนังตะลุงมนต์ชัยตะลุงสากล และกิจกรรมภาคบันเทิงมากมายมาแสดงเพื่อกล่อมปลอบขวัญราษฎรที่ประสบภัยในศูนย์อพยพ รร.นบพิตำวิทยา ในวันพรุ่งนี้(9เม.ย.)เป็นฟรีคอนเสิร์ตคาดว่าจะมีชาว อำเภอนบพิตำมาชมการแสดงเพื่อคลายเครียดจำนวนมาก
ใช้ ฮ.ขนอาหารน้ำดื่มและอุปกรณ์ต่างๆ
พ.อ.สมชาย ภุมรินทร์ รองเสนาธิการ ทภ.4 กล่าวว่า ภารกิจของเฮลิคอปเตอร์วันนี้ เน้นไปที่การขนส่งน้ำดื่มและอาหาร และอุปกรณ์ต่างๆส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในในพื้นที่ยังถูกตัดขาดใน ม.3 ม.6 ม.7 และม.8 ต.กรุงชิง เพราะยังสัญจรไปทางภาคพื้นดินไม่ได้ เนื่องจากสะพานและถนนในหมู่บ้านดังกล่าวยังถูกตัดขาดอยู่ และขณะนี้มีจำนวนผู้อพยพที่ศูนย์อพยพผู้ประสบภันที่ รร.นบพิตำวิทยา ได้เหลือเพียง 162คนเท่านั้นจากทั้งหมด 777 คนเพราะยังไม่สามารถกลับเข้าไปในหมู่บ้านตนเองเส้นทางยังถูกตัดขาดอยู่ ส่วนที่กลับไปแล้วก็ทราบว่าที่หมู่บ้านตัวเองสามารถสัญจรไปมาได้แล้วจึงอพยพกลับไปแล้วจำนวนมาก
กำนันสิชลบอกนายกฯเตรียมขอนายอำเภอ-บ้านน๊อคดาว
นายสมหมาย ชลสินธ์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอสิชล เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้(9เม.ย.)ที่นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ อ.สิชลและอ.นบพิตำ นั้นจะขอให้มีการแต่งตั้งนายอำเภออย่างเป็นทางการ และขอบ้านชั่วคราง(น๊อคดาวน์)ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ที่บ้านเสียหายอย่างสิ้นเชิงโดยเร่งด่วน และจะขอเงิน 5,000 บาท ที่ยังค้างจ่ายประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ อ.สิชล จากครั้งที่แล้วและมาครั้งนี้อีก ซึ่งขอให้เร่งรัดและรีบแก้ไขปัญหาเหล่านี้รวมไปถึงเรื่องของการทำกินในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย
หอการค้านครศรีวอนนายกฯเร่งฟื้นฟูระบบเกษตรกรรม-ผ่อนชำระหนี้
นายบุญทวี ริเริ่มสุนทร ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ หนักที่สุดคือด้านเกษตรกรรรม ผลผลิตของเกษตรกรถึงเวลาเก็บเกี่ยว แต่ถูกน้ำท่วมเสียหาย รัฐบาลควรช่วยเหลือเกษตรกรก่อนเป็นลำดับแรก สำหรับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีฝนตกตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมจนถึงปลายเดือน ทำให้การค้าขายลดลงไป 60-70 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลขายสินค้า ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของจังหวัด แต่เกิดภาวะน้ำท่วม สร้างผลกระทบอย่างฉับพลัน คาดว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้นในไม่ช้านี้
มาตรการในการช่วยเหลือ หอการค้านครศรีธรรมราชกับหอการค้าไทย ได้ประชุมแล้วมีแนวทางที่จะเสนอรัฐบาล เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยขอให้สถาบันการเงินควรผ่อนปรนหรือผ่อนผันการชำระหนี้แก่เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ทดแทนแก่ผู้ประกอบการ ที่ต้องสูญเสียรายได้ไปจากภาวะน้ำท่วม
อำเภอนบพิตำ-สิชลได้รับผลกระทบมากสุด
นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม ดินพังทลาย ที่หมู่ที่ 10 ตำบลเทพราช อำเภอสิชล ซึ่งมีผู้ได้รับความเดือดร้อนมากสุด 2 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 10 และ 15 จำนวน 250 ครัวเรือน ประมาณ 400 คน เกิดดินทลายน้ำป่าไหลหลาก ทำให้บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังสำรวจได้ขณะนี้ของอำเภอสิชล จำนวน 98 หลัง จาก 9 ตำบล 110 หมู่บ้าน ทำให้สะพาน ถนนเสียหายกว่า 440 สาย พื้นที่การเกษตรเสียหายเป็นจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายประมาณกว่า 320 ล้านบาท ขณะนี้ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้เนื่องจากสวนยางพารา พืชไร่ และสวนปาล์มได้รับความเสียหาย และต้องการให้ภาคส่วนต่าง ๆ เร่งเข้าไปช่วยเหลือเรื่องการประกอบอาชีพ ซ่อมแซมถนน สะพานให้สามารถใช้งานได้โดยด่วน ส่วนผู้ที่ประสบภัย ทีมแพทย์สาธารณสุขได้ลงพื้นที่เข้าไปฟื้นฟูสภาพจิตใจแล้ว
ย้ายจระเข้กลับบ่อเลี้ยง-ขณะที่จระเข้ลุ่มน้ำปากพนังยังอาละวาด
ที่ส่วนสัตว์เทศบาลนครนครศรีธรรมราช นายสัตวแพทย์นพราช อินทร์ทองคำ สัตว์แพทย์เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ควบคุมการเคลื่อนย้ายจระเข้ในส่วนของสวนสัตว์ที่หลุดออกไปโดยใช้รถเครนยกจระเข้ขนาดความยาวกว่า 3 เมตรน้ำหนัก 200 กก.ที่จับได้เมื่อคืนที่ผ่านมาขณะที่กำลังขึ้นมาจากน้ำและจะข้ามถนนเพื่อไปยังบึงน้ำฝั่งตรงข้าม และอีกตัวที่มี ความยาวเกือบ4 เมตร น้ำหนักกว่า 250 กก.ที่จับได้เมื่อหลายวันก่อน ใส่ในกรงเลี้ยงภายในสวนสัตว์ ซึ่งจระเข้ทั้งสองตัวนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับได้ภายในบริเวณ สวนสัตว์ ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมสูงจนจระเข้สามารถหลุดหนีออกไปจากกรงขังภายในสวนสัตว์ทุ่งท่าลาด ซึ่งสวนสัตว์ทุ่งท่าลาดมีจระเข้อยู่ทั้งหมด 11 ตัว หนีออกไปได้ จำนวน 10 ตัว และตายอยู่ภายในกรงขังอีก1 ตัว โดยล่าสุดในขณะนี้ได้รับรายงานว่าสามารถจับจระเข้ได้แล้ว 6 ตัวเป็นการจับตาย 4 และจับเป็น 2 ตัว ส่วนยังเหลือ 5 ตัว ทราบว่า จำนวน 3 ตัวอยู่ในบึงน้ำภายในสวนสัตว์ และอีก 2 ตัว
เผยอุทยาน10แห่งเสียหายหนักจากดินถล่มน้ำท่วม
นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำท่สมและดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้ มีอุทยานแห่งชาติ 10 แห่งใน 5 จังหวัด คือกระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พังงา และพัทลุงได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะที่เขาพนมเบญจา จ.กระบี่ มีหน่วยพิทักษ์ของอุทยานแห่งชาติ 2 หลังหายไปกับน้ำป่า และบางอุทยานฯก็มีดินจากภูเขาไหลงมาทับลานจอดรถ และยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ซึ่งแต่ละพื้นที่ได้รับความเสียหายมากน้อยต่างกันไป ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามเข้าไปฟื้นฟูความเสียหายเท่าที่พอจะทำได้ไปก่อน แต่เนื่องจากน้ำยังท่วมขังอยู่จึงทำด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้อุทยานฯจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งนี้ แต่ก็กำชับว่าให้เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าไปให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มที่เช่นกัน
นายสุนันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาดินถล่มในภาคใต้ยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อปลูกพืชเชียงเดียว ทั้ง ยางพาราและปลามน้ำมัน ทำให้หน้าดินพังทลายจากน้ำได้ง่าย และการฟื้นฟูป่าธรรมชาติเพื่อให้กลับมาเหมือนเดิมต้องใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าต้นไม้จะเติบโตและเป็นป่าธรรมชาติได้เหมือนเดิมอีกทั้งการปลูกป่าใหม่ก็คงเทียบไม่ได้กับป่าดั้งเดิม ที่มีไม้หลากชนิดในพื้นที่น้นๆ
พศ.สรุปยอดวัดจมน้ำ7จว.571แห่ง
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ประสบอุทกภัยและธรณีพิบัติภัยภาคใต้ โดยได้นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและยารักษาโรคที่จำเป็นไปถวายพระภิกษุสามเณรและมอบให้ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ในนามมหาเถรสมาคม ที่จังหวัดชุมพร กระบี่ นครศรีธรรมราช พบความเสียหายจำนวนมาก โดยที่วัดปกาสัย ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จ.กระบี่ มีอาคารเสนาสนะของวัดที่ได้รับความเสียหายจมอยู่กับน้ำ ส่วนที่วัดถ้ำโกบ ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม ซึ่งเป็นสถานที่พักพิงของประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยและธรณีพิบัติภัย ได้มีการจัดพิธีวางพวงหรีดและเคารพศพผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยและดินโคลนถล่ม พร้อมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นการให้กำลังใจและปลอบขวัญประชาชน จำนวน 200 คน
ทั้งนี้ พศ.ได้สรุปข้อมูลเบื้องต้น มีวัดในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้นจำนวน 7 จังหวัด 62 อำเภอ 571 วัด พระสามเณรเดือดร้อน 3,429 รูป ดังนี้ กระบี่ 11 วัด พระเณรเดือดร้อน 90 รูป ชุมพร 11 วัด พระเณรเดือดร้อน 161 รูป นครศรีธรรมราช 286 วัด พระเณรเดือดร้อน 1,637 รูป พระภิกษุ ที่ปักกรดในพื้นที่ดังกล่าวประสบภัยมรณภาพ จำนวน 2 รูป คือ พระภัทรกร จิระวรา อายุ 49 ปี พรรษา 7 และพระอภิชาติ คุ้มประดิษฐ์ อายุ 36 ปี พรรษา 12 พัทลุง 142 วัด พระสามเณรเดือดร้อน 690 รูป ยะลา 6 วัด พระสามเณรเดือดร้อน 23 รูป สุราษฎร์ธานี 84 วัด พระสามเณรเดือดร้อน459 รูป ตรัง 31 วัด พระสามเณรเดือดร้อน 369 รูป
“ทุกพื้นที่ได้มอบนโยบายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเร่งสำรวจ ความต้องการเครื่องอุปโภคบริโภคและให้รายงานสภาพความเดือดร้อนและเร่งให้ถวาย การช่วยเหลือให้ทั่วถึง เพื่อเป็นการแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ให้แต่ละจังหวัดจัดทำข้อมูลความเดือดร้อน ของพระภิกษุสามเณรที่ไม่สามารถบิณฑบาตได้ เพื่อเสนอขออุปถัมภ์จากเงินกองทุน ทุนวัดช่วยวัด และเสนอรายงานให้มหาเถรสมาคมทราบผลการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือ ส่วนการสำรวจความเสียหายและประมาณการค่าเสียหายของอาคารเสนาสนะและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในวัดจะได้เร่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการโดยด่วน เพื่อจะได้เสนอขอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลต่อไป”นายนพรัตน์ กล่าว
ขณะนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เร่งระดมขอความร่วมมือวัดต่างๆ ได้บริจาคจตุปัจจัยและสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อจัดเตรียมลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยเหลือวัด/พระภิกษุสามเณรและประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยในนามมหาเถรสมาคม ในระหว่างวันที่ 9 – 18 เมษายนนี้
ผวจ.กระบี่รับบริจาคสร้างบ้านผู้ประสบภัย
นายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มในพื้นที่จังหวัดกระบี่ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งผู้ที่ประสบภัยตามพื้นที่ต่างๆก็ได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาเป็นอย่างดี โดยมีธารน้ำใจจากทุกสารทิศ ส่งสิ่งของบริจาค ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค มาช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ผู้ประสบภัยคลายความเดือดร้อนไปได้ในระดับหนึ่ง
จากเหตุการณ์น้ำท่วมดินถล่มดังกล่าว บางคนต้องไร้บ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดก็กำลังเร่งสร้างบ้านพักชั่วคราวให้อยู่ ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วระดับหนึ่ง แต่หลังจากนี้เชื่อว่าผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัยต้องการบ้านพักถาวร โดยลำพังเงินจากการช่วยของทางราชการก็คงไม่เพียงพอ ทางจังหวัดได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้ประสบอุทกภัยและแผ่นดินถล่มจังหวัดกระบี่ 2554 ขึ้น เพื่อขอรับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา มาสมทบกับเงินของทางราชการที่ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยนำไปสร้างบ้าน
โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้โดยโอนเงินเข้าบัญชี กองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้ประสบอุทกภัยและแผ่นดินถล่ม จ.กระบี่ 2554 ธนาคารกรุงไทยสาขากระบี่ ประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 812-0-35541-5 หรือบริจาคด้วยตนเองได้ที่ศษลากลางจังหวัดกระบี่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์หมายเลข 075-611060 หรือ 075-627934 มท.71234 สำหรับเงินที่ทางจังหวัดกระบี่ได้รับบริจาคมาเพื่อสมทุนในการสร้างบ้านพักที่อยู่อาศัยให้ผู้ประสบภัย ขณะนี้มียอดเงินแล้วกว่า 1 ล้านบาทเศษ



