
ปภ.แจงใต้ยังอ่วม4จังหวัด-สรุปตาย58
ปภ.สรุปใต้วิปโยคยังอ่วม 4 จังหวัด คลี่คลาย 6 จว. เสียชีวิตแล้ว 58 ราย เผย วัด-โรงเรียน-ถนนเสียหาย สัตว์เลี้ยงกว่า 5 ล้านตัว เร่ง ระดมช่วยช่วยผู้สบภัย ด้านผู้ว่าฯเมืองคอน ผุด 2 มาตรการเยียวยาเหยื่อน้ำท่วม เผย 2 อำเภอหนักสุดนบพิตำ-สิชลเร่งส่งจิตแพทย
(8เม.ย.) นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 4 จังหวัด 63 อำเภอ 438 ตำบล 3,863 หมู่บ้าน ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และตรัง ราษฎรเดือดร้อน 535,432 ครัวเรือน 1,707,115 คน อพยพประชาชน 28,120 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 376 หลัง บางส่วน 3,686 หลัง ถนนเสียหาย 4,684 สาย ท่อระบายน้ำ 508 แห่ง ฝาย ทำนบ 75 แห่ง สะพาน คอสะพาน 471 แห่ง วัด โรงเรียน 688 แห่ง สถานที่ราชการ 156 แห่ง พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 1,106,150 ไร่ สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบ 5,788,482 ตัว ทางหลวงแผ่นดินถูกน้ำท่วม 6 สายทาง รวม 6 แห่ง สัญจรผ่านไม่ได้ 1 แห่ง ได้แก่ สาย 4186 โรงเหล็ก-กรุงชิง อำเภอนบพิตำ คอสะพานขาด กิโลเมตรที่ 4-781 รถไฟสายใต้ให้บริการได้ถึงสถานีไชยา 2 ขบวน (ขบวนที่ 39,43) และนครศรีธรรมราชถึงสุไหงโกลก ผู้เสียชีวิต 58 ราย ใน 7 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช 25 ราย สุราษฎร์ธานี 12 ราย พัทลุง 5 ราย กระบี่ 10 ราย ชุมพร 3 ราย ตรัง 2 ราย และพังงา 1 ราย
ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้วอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 6 จังหวัด ได้แก่ พังงา นราธิวาส สตูล ชุมพร สงขลา และกระบี่ ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดที่ประสบอุทกภัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจความเสียหายพร้อมนำสิ่งของอุปโภค บริโภคไปแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในเบื้องต้นแล้ว
ด้านนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ 23 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่าพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดมี 2 อำเภอคือ อำเภอนบพิตำ และอำเภอสิชล ซึ่งขณะนี้ได้ระดมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเข้าไปให้ความช่วยเหลือทุกช่องทางอย่างเต็มที่ โดยการช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือระยะสั้นและระยะยาว โดยการช่วยเหลือระยะสั้นหรือเฉพาะหน้าที่ต้องดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนซึ่งต้องอพยพมาอยู่ที่ปลอดภัย รวมถึงการเยียวยาและช่วยเหลือเงินค่าชดเชยและการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยซึ่งในส่วนนี้มีเกณฑ์การช่วยเหลือตามระเบียบราชการไว้แล้ว โดยเฉพาะในส่วนของผู้ที่บ้านพังเสียหายทั้งหมดขณะนี้รัฐอยู่ระหว่างการจัดหาพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ เพื่อสร้างบ้านใหม่ให้เพื่อเริ่มตั้งตัวอีกครั้ง
ส่วนการช่วยเหลือระยะยาว พยายามที่จะฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่กังวลใจและเกิดเป็นภาวะเครียดสะสมกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากพื้นที่การเกษตรเหล่านี้คือรายได้และอาชีพหลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันไม่สามารถเข้าไปดำเนินการฟื้นฟูได้ทั้งหมด “ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนี้รุนแรงมากทำให้หลายครอบครัวต้องสิ้นเนื้อประดาตัวและเข้าสู่อาการหมดหวัง ล่าสุดได้เร่งส่งทีมแพทย์และนักจิตวิทยาเข้าไปปลอบและดูแลสภาพจิตใจชาวบ้านที่อยู่ในภาวะเครียดให้รู้สึกผ่อนคลาย พร้อมกับได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานของรัฐเข้าไปพูดคุยเพื่อแสดงความมั่นใจว่าภาครัฐจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่” นายธีระ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมตาปี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผวจ. สุราษฎร์ธานี กล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมให้การต้อนรับ นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงมหาดไทย และคณะ ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พร้อมเยี่ยมเยือนและมอบถุงยังชีพแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ หมู่ 3 ต.คลองไทร อ.ท่าฉาง จำนวน 1,000 ชุด
นายธีระยุทธ กล่าวว่า จากกรณีเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมขังในพื้นที่ 19 อำเภอ 128 ตำบล 1,067 หมู่บ้าน ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งผลให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนกว่า 139,546 ครัวเรือน 506,228 คน และล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจำนวน 12 ราย พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายประมาณ 377,902 ไร่ ถนน 639 สาย สะพาน/คอสะพาน 131 แห่ง ท่อระบายน้ำ 153 แห่ง โรงเรียน 153 แห่ง และโรงพยาบาล 67 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 4,120 ล้านบาท
ส่วนการให้ความช่วยเหลือจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สนับสนุนถุงยังชีพ จำนวน 243,568 ชุด น้ำดื่ม 365,182 ขวด ข้าวกล่อง 123,410 กล่อง เรือท้องแบน 743 ลำ รถผลิตน้ำดื่ม 8 คัน และกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ อาสาสมัคร อปพร. ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย จำนวน 3,539 นาย ในขณะที่สถานการณ์ล่าสุดเริ่มคลี่คลาย ถนนหลายสายรถเริ่มสัญจรผ่านไป - มาได้ น้ำเริ่มลดระดับลง แต่ยังคงมีท่วมขังในพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง



