
การถอยในสภาวะวิกฤติ
เคล็ดการรบ 16 คำ ที่รู้จักกันไปทั่วว่า ข้าศึกรุกถอย ข้าศึกพักกวน ข้าศึกเพลียตี ข้าศึกหนีไล่ ทำให้ฐานที่มั่นของ เหมา เจ๋อตุง ในเขา จิ่งกังซาน มีความมั่นคงอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสามารถขยายพื้นที่ยึดครองออกไปได้มากจนประสบกับชัยชนะในที่สุด
เคล็ดลับดังกล่าว นับเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของ “สงครามจรยุทธ์” อีกทั้งยังเป็น “ยุทธศิลป์” ที่เข้าใจง่ายปฏิบัติได้ง่ายและเป็นยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีบทบาทชี้นำอย่างได้ผลแก่กองทัพจีนทั้งหมด
“ถอย” คือ หนึ่งในสุดยอด “ยุทธศิลป์” ของ “เหมา เจ๋อตุง” ภายใต้สถานการณ์ที่ตกเป็นรอง และภาวะ “วิกฤติ” จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการทำสงครามแบบเผชิญหน้า ซึ่งปกติแล้วเมื่อตกอยู่ในสภาวะ “วิกฤติ” นั้น มีแนวทางในการเลือกปฏิบัติมีอยู่ 3 ทาง คือ ทางที่ 1 คือการ “ยอมจำนน” ทางที่ 2 คือการ “เจรจาขอสงบศึก” และ ทางที่ 3 คือการ “ถอย” เมื่อเปรียบกันแล้ว การ “ยอมจำนน” คือ “การพ่ายแพ้อย่างที่สุด” การ “เจรจาสงบศึก” คือ “การแพ้แล้วครึ่งหนึ่ง” แต่การ “ถอย” อาจเปลี่ยนมาเป็น “ชัยชนะ” ได้
โดย “เหมา เจ๋อตุง” ได้ใช้หลักการที่ว่า “รบชนะได้ก็รบ รบชนะไม่ได้ก็ถอย” เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ระยะเวลาในการทำสงครามจะใช้ระยะเวลามากกว่าการรบเสมอครับ ดังนั้น “เหมา เจ๋อตุง” เมื่อไม่แน่ใจในผลการรบที่ออกมาหรือไม่มั่นใจในชัยชนะก็จะ “ถอย” แท้จริงแล้วการ “ถอย” ทุกครั้งของ “เหมา เจ๋อตุง” ก็ทำไปเพื่อชัยชนะในการรบทั้งสิ้น
“ยุทธศิลป์” ของ “เหมา เจ๋อตุง” อันโดดเด่นนั้น มีลักษณะจำเพาะที่น่าสนใจยิ่งอยู่ 4 ประการ คือ ประการที่ 1 กล่าวถึงลักษณะพิเศษโดยรวมของสงคราม คือ เมื่อ “ข้าศึกแข็งเราอ่อน” โดยใช้ความด้อยกว่าชนะความเหนือกว่า ประการที่ 2 กล่าวถึง หลักการขับเคลื่อนด้วยตนเอง ภายในเงื่อนไขที่ว่าทำการรบที่แปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม เป็นแนวทางในการรบที่เรียบง่ายและชัดเจนว่า “แกรบของแก ข้ารบของข้า รบชนะได้ก็รบ รบชนะไม่ได้ก็ถอย” เป็น “การขยายข้อดี หลีกเลี่ยงข้อด้อย” และ "เหมา เจ๋อตุง” มีแนวความคิดที่ว่าการรบนั้น ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์หรือหลักการที่ตายตัวตามตำรา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ยุทธวิธีก็เปลี่ยน
ประการที่ 3 ทำการอนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา จารีตของตำรา “ยุทธศิลป์” อันเป็น “ของดีมีอยู่” แต่โบราณนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเอาชนะข้าศึก “เหมา เจ๋อตุง” มีความเห็นว่าควรศึกษาบทเรียนในสงครามที่คนรุ่นก่อนได้ดำเนินไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเป็นต้องศึกษาแนวคิดกลยุทธ์ของนักการทหารที่เป็นที่ยอมรับในอดีตไว้เป็นแบบอย่างและนำมาปรับประยุกต์ใช้ในการชี้นำการทำสงคราม ประการที่ 4 ยึดถือวิธีการใช้คนของนักปราชญ์ในยุคสมัยโบราณโดย “ใช้คนตามคุณธรรม” ตามความสามารถ “ให้อำนาจตามภูมิปัญญา” ดังนั้น “เหมา เจ๋อตุง” จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นคนที่สันทัดในการใช้คนเป็นอย่างยิ่ง
มาถึงตอนนี้ดูหนัง “ดูละครย้อนกลับมาดูตัว” ในสภาวะ “วิกฤติ” รอบด้านของสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ พอได้ลองศึกษา “ยุทธศิลป์” ของ “เหมา เจ๋อตุง” ก็อาจจะค้นพบทางออกที่นำมาให้รอดพ้นจากวังวนของ “วิกฤติ” ที่อาจจะง่ายเหมือนเส้นผมบังภูเขา คือการกลับไปหา “ของดีมีอยู่” ที่เป็น “รากเหง้า” ของเราแท้ๆ “ถอย” กลับไปสู่ “ฐานที่มั่น” ของสังคมไทยที่เข้มแข็งที่เราเคยมองข้าม
ผมนึกถึงคำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ในช่วงที่ผมเคยทำงานกับ มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งยังก้องอยู่ในหูผมว่า ให้กล้าที่จะ “ถอย” ซึ่งก็มีแนวคิดคล้ายคลึงกับ “ยุทธศิลป์” ของ “เหมา เจ๋อตุง” แต่ท่านใช้คำแบบไทยๆ ว่าให้ “ถอยหลังเข้าคลอง” เพราะหากเราไม่แน่ใจในอนาคตในการก้าวไปข้างหน้าอีกทั้งยังรู้แน่ว่าที่ปากคลองเต็มไปด้วยหินโสโครก ที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากจะเป็นผลให้ “รัฐนาวา” ลำนี้ต้องล้มแน่ จึงต้องกล้าที่จะคัดท้ายหันหัวเรือกลับ “ถอยเข้าคลอง” ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “วิกฤติ” เช่นนี้ การ “ถอย” ไปตั้งหลักสักพักก็คงดีเหมือนกันครับ



