ข่าว

จับจังหวะขยับ"พรรคตัวแปร"

จับจังหวะขยับ"พรรคตัวแปร"

08 เม.ย. 2554

นำร่องนานเกือบ 5 เดือน ในที่สุด...แกนนำรวมชาติพัฒนา และ เพื่อแผ่นดิน ก็ตกผลึกร่วมถนนการเมืองสายเดียวกัน โดย “รวมชาติพัฒนา” ยอมเปลี่ยนหัวเป็น “ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” และให้ทีมเพื่อแผ่นดินย้ายมาร่วมสังกัด โดยมี “นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล" รมว.พลังงาน เป็นหัวหน้

ภายใต้กุนซือมือพระกาฬ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” และ 3พี คนหลังม่าน!!!

 เบื้องหลังงานนี้...เกิดจากการวิเคราะห์เกมการเมืองของ “นักการเมืองลูกหม้อชาติพัฒนา” หากแยกกันอยู่...อนาคตการร่วมรัฐบาลคงริบหรี่

 ด้วยจำนวน ส.ส.ที่มีน้อยนิด..ใช้ทุนรอนเลือกตั้งมหาศาล...ส.ส.ที่สังกัดพรรคปัจจุบันก็เริ่มขยับย้ายสังกัดพรรคและย้ายขั้วการเมือง เมื่อสังเคราะห์เลือดแท้ฝั่งเพื่อแผ่นดิน ความแน่นอนอยู่ที่ 12 เช่นเดียวกับ “เลือดแท้รวมชาติพัฒนา” ที่นับองค์ได้ครบนิ้วบนมือเพียงแค่ข้างเดียว

 เมื่อคำนวณ “เซฟตี้แฟกเตอร์” แล้ว การรวมกันย่อมมีเปอร์เซ็นต์ร่วมรัฐบาลมีสูงกว่า

 แต่ใช่ว่าการตัดสินใจให้ “เพื่อแผ่นดิน” ไปรวมกับ “รวมชาติพัฒนา” ซึ่งมีจำนวน ส.ส.น้อยกว่า จะเป็นเรื่องง่าย กว่าจะจบลงได้ก็ต้องผ่านความขัดแย้งกับผู้มีบทบาทภายในพรรคตามกฎหมาย

 โดยเฉพาะ “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” ที่แม้จะเป็นนักการเมืองในเครือวังพญานาค ของ “พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ” แต่ด้วยชื่อ “หัวหน้าพรรค” ก็ต้องอยากรักษาศักดิ์ศรีเช่นเดียวกัน ไม่ต่างจากส.ส.อาวุโสหลายคนที่แสดงท่าทีคัดค้าน

 เพราะตลอดเวลา 3 ปีนับแต่ก่อตั้งพรรค “ส.ส.” ก็หาเสียงพร้อมกับสร้างชื่อในพื้นที่ด้วยคำว่า “ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน" มาโดยตลอด จึงให้หวั่นใจว่าจะได้เปรียบเฉพาะพื้นที่ “นครราชสีมา” เท่านั้น

 ดังนั้นก่อนหน้าวันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน 3 วัน “หัวหน้าวังพญานาค” จึงนัดเคลียร์ใจ “ส.ส.ในสังกัด” พร้อมยื่นเงื่อนไข ไม่ทอดทิ้ง-อุดหนุนทุนรอน เต็มที่..หลังจากได้ผู้จ่ายตังค์มาเพิ่ม

 กระนั้นก็มิวายที่ “คนในสังกัด” จะยื่นเงื่อนไขต่อรอง ให้รักษาชื่อ “เพื่อแผ่นดิน-สาขาพรรค-สมาชิกพรรค” ไว้คงเดิม โดยให้ “กว้าง รอบคอบ” รองหัวหน้าพรรค หนึ่งในผู้คัดค้าน นั่งในตำแหน่งผู้รักษาพรรค และเมื่อมีการประกาศวันเลือกตั้ง ต้องมีผู้สมัครจากพรรคเพื่อแผ่นดินร่วมลงแข่งขัน อย่างน้อย 10 เขตที่พรรคเพื่อแผ่นดินมีสาขาพรรคตั้งอยู่

 “หัวหน้าวัง...” จำใจต้องไฟเขียว คิดเผื่อเหลือเผื่อขาด หากเกิดอุบัติเหตุการเมืองยังมีพรรคสำรองเป็นทางเลือก

 จึงไม่แปลกที่ชื่อใหม่ของพรรคการเมืองเก่าถึงยาวเฟื้อย ผิดหลักการตั้งชื่อพรรคการเมือง ที่ต้องสั้น-กระชับ-ตรงประเด็น เพื่อสร้างความจดจำให้มากที่สุดในระยะเวลาอันสั้น

 เพราะคนร่วมประคับประคองพรรคเพื่อแผ่นดิน เห็นว่า ต้องมี “เพื่อแผ่นดิน” อยู่ในเวทีหาเสียงของชื่อพรรคใหม่ เพื่อเป็นจุดต่อยอด “นักเลือกตั้ง” ให้ง่ายต่อการหาเสียงในพื้นที่

 ขณะเดียวกัน “ทีมรวมชาติพัฒนา” ก็ต้องการฟื้นยี่ห้อ “ชาติพัฒนา” ของ “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ" อดีตนายกรัฐมนตรีของคนโคราช ที่ฝากผลงานไว้ให้คนโคราชมากมาย และมั่นใจว่า ชื่อ "น้าชาติ" ยังขายได้

 โดยเฉพาะสไตล์การเล่นการเมือง ที่เน้นความประนีประนอม มีเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นในเรื่องเศรษฐกิจ จากผลงาน "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า"

 จึงไม่แปลกที่คนอย่าง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ในฐานะศิษย์ก้นกุฏิ ต้องเลือกชื่อ “ชาติพัฒนา” เพื่อสร้างกระแส “ชาติพัฒนาคัมแบ็ก” ทวงความนิยมคนโคราชกลับมา

 งานนี้ "เสี่ยใหญ่สุวัจน์" เปรยด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ จับท่วงทำนองได้ว่า...ขี้หมูขี้หมาขั้นต่ำก็ได้ 25 จากต้นทุนรวมกัน 19 เสียง

 เป็นจำนวนที่ "ไม่หนา-ไม่บาง" หุ่นกำลังดีพอเหมาะกับการร่วมรัฐบาล ไม่ว่าขั้วไหนได้เป็นแกนนำ

 เพราะเกมเลือกตั้งเที่ยวนี้ บรรดาสิงห์สนามเลือกตั้งต่างรู้กันดีว่า เป็นสนามประลองกำลังระหว่าง 2 พรรคใหญ่ "เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์" โอกาสที่พรรคขนาดกลางๆ จะได้เป็น "ตัวแปร" มีสูงทีเดียว

 และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่วิศวกรการเมืองอย่าง "เสี่ยสุวัจน์" และพลพรรค "3พี" ตัดสินใจขยับไซส์ตัวเองจากพรรคเล็กขึ้นมาเป็นพรรคขนาดกลาง

 เพื่อให้พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินมีโอกาส "ถูกเลือก" มากที่สุด


 ขนิษฐา เทพจร
สำนักข่าวเนชั่น