
ตงไห่กับไทยแลนด์
วันก่อนผมชมรายการโทรทัศน์ทางเคเบิลทีวี เกี่ยวกับการขนส่งคอนเทนเนอร์ที่เซี่ยงไฮ้และการสร้างสะพานจากเมืองเซี่ยงไฮ้ไปยังเกาะกลางทะเล เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างโอกาสการแข่งขันด้านการขนส่งสินค้าทางทะเลของจีน ซึ่งดูแล้วก็อดทึ่งในวิสัยทัศน์และความสามารถของจีน
ขณะเดียวกันก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า แล้วตอนนี้ไทยเราอยู่ตรงจุดไหนของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายังมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง และแทะทึ้งผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองกันอยู่อย่างนี้
เมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศเมื่อ 30 ปีที่แล้วนั้น เซี่ยงไฮ้ได้กลับมาเป็นเมืองท่าที่สำคัญของจีนอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยรุ่งโรจน์ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การขนส่งทางเรือในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อหลายสิบปีก่อน เซี่ยงไฮ้จึงต้องเริ่มต้นเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็มีแรงกดดันต่อการแข่งขันกับเมืองท่าอื่น เช่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่ครองตำแหน่งเจ้ายุทธจักรการขนส่งทางทะเลอยู่
ในระยะแรกนั้น เซี่ยงไฮ้ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อตอบโจทย์ต่างๆ เหล่านี้ แต่ในที่สุดด้วยความมุ่งมั่นและการพัฒนาความรู้ความคิดอย่างจริงจัง เซี่ยงไฮ้ก็สามารถปรับปรุงระบบการขนถ่ายและการขนส่งสินค้า จนทำให้ก้าวขึ้นมายืนอยู่ในแถวหน้าของกิจการด้านนี้ แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่าพอใจ เพราะเซี่ยงไฮ้ต้องการที่จะเป็นท่าเรือเบอร์หนึ่งของโลกให้ได้
เพื่อทำความฝันให้กลายเป็นจริง จึงได้มีการวางแผนสร้างสะพานตงไห่จากอ่าวหลู่หู่ และอ่าวหังโจว ไปยังเกาะเสี่ยวหยังซัน เป็นระยะทางยาว 36 กม. ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในโลก ลงมือสร้างเมื่อปลายปี 2546 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท และเปิดใช้เป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ตัวสะพานถูกออกแบบเป็นรูปตัว S เพื่อป้องกันพายุและคลื่นลม พื้นผิวสะพานมีความกว้าง 31.5 เมตร มีช่องทางวิ่ง 6 เลน
สำหรับเกาะเสี่ยวหยังซันนั้น ถูกกำหนดให้เป็นท่าเรือคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเลือกเอาเกาะนี้เป็นที่ตั้งของท่าเรือก็เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในเรื่องการเข้าออกของเรือสินค้า ซึ่งแต่เดิมต้องใช้ท่าที่ปากแม่น้ำไข่มุกเพียงแห่งเดียว ซึ่งก่อให้เกิดสภาพแออัดและมีปัญหาสำหรับเรือขนาดใหญ่ ดังนั้นท่าเรือน้ำลึกกลางทะเลซึ่งเชื่อมโยงกับแผ่นดินด้วยสะพานขนาดใหญ่ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ครับนั่นคือวิสัยทัศน์และวิธีคิด-วิธีทำงานของจีน จนสามารถสร้างสิ่งที่เป็นอันดับหนึ่งในโลกขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาไม่นาน ผมเชื่อว่าในทางความรู้ความสามารถแล้ว คนไทยไม่ได้ด้อยกว่าใครในโลก หากแต่เรายังขาดหัวขบวนที่มีวิสัยทัศน์ซึ่งจะทำหน้าที่ครุ่นคิดและมองไปข้างหน้าไกลๆ และที่สำคัญก็คือเรายังขาดหัวขบวนที่คิดถึงประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่าพวกพ้องหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่อยากจะพูดหรอกครับว่า หัวขบวนบ้านอื่นเมืองอื่นเขาไปกันถึงตัว V แล้ว แต่หัวขบวนบ้านเราเมืองเรายังคิดกันแค่ตัว C อยู่
V ที่ว่าก็คือ Vision หรือวิสัยทัศน์ ส่วน C ก็คือ Corruption และ Commission ซึ่งคงไม่ต้องแปลหรอกนะครับ



