ข่าว

ประวิตรขอดูถกจีบีซีกับเขมรเองเมื่อถึงเวลา

ประวิตรขอดูถกจีบีซีกับเขมรเองเมื่อถึงเวลา

07 เม.ย. 2554

“ประวิตร”ขอดูแลถกจีบีซีเอง เผยคุยเขมรเมื่อถึงเวลา ลั่นต้องทำตามเอ็มโอยูไทย-เขมร โยน “กษิต” ดูด้านกม.-ต่างประเทศ เชื่อ"กษิต"รู้ควรทำยังไง ยันไม่ยอมให้กองกำลังต่างชาติสังเกตุการณ์ไทย

(7เม.ย.) ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2 รอ.)พล.อ.ประวิตร   วงษ์สุวรรณ   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกษิต  ภิรมย์  รมว.กระทรวงการต่างประเทศต่อโทรศัพท์หารือถึงการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ว่า นายกษิตโทรมาหารือถึงการประชุมเจบีซีว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งตนได้ให้นายกษิตดำเนินการในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศไป ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา(จีบีซี)นั้นตนจะรับผิดชอบเอง

 การดำเนินการทุกอย่างรัฐบาลจะทำไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ กฎหมายภายในและพันธกรณีระหว่างประเทศ ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจเพราะไม่มีปัญหาอะไร นายกษิตทราบดีว่าจะต้องทำอย่างไร ส่วนจะให้ผู้สังเกตการณ์จากประเทศอินโดนีเซียเข้ามาในบริเวณข้อพิพาทหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ ต้องถามกระทรวงการต่างประเทศเพราะเป็นผู้รับผิดชอบ

 “เรื่องจีบีซีผมรับผิดชอบเองและจะคุยกับกัมพูชาเมื่อถึงเวลา เพราะยังไงก็ต้องมีการประชุมเนื่องจากเป็นการประชุมเรื่องความปลอดภัยตามแนวชายแดน ซึ่งผมพูดตลอดว่าเราต้องพูดคุยกัน ต้องประชุมร่วมกัน 2 ประเทศพันธกรณีต่าง ๆ ระบุชัดเจนอยู่แล้วตามเอ็มโอยู ” พล.อ.ประวิตร กล่าว             
  
         ต่อข้อถามที่ว่าพล.อ.ประยุทธ์เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ให้กองกำลังต่างชาติเข้ามา พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตามหลักของกฎหมายกองกำลังต่างชาติไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงไม่มีแน่นอน แต่ตนยังไม่ได้คุยในเรื่องรายละเอียดทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย เราละเมิดกฎหมายไม่ได้ เรื่องนี้คิดว่าน่าจะจบแล้ว

 เมื่อถามว่า นายกษิตจะไปคุยกับต่างประเทศเพื่อนำผู้สังเกตการณ์เข้ามา พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามนายกษิต คิดว่านายกษิตรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอะไร คงไม่ทำเรื่องผิดกฎหมาย ส่วนรายละเอียดเรื่องกฎหมายตามมาตรา 190 ตนไม่ทราบ กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบและจัดการเอง

“สุเทพ”อุ้ม“กษิต”กต.ไม่ได้ขัดแย้งกองทัพ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึง การเลื่อนการประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา( จีบีซี )ที่กองทัพออกมาระบุ สวนทางกับนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศ และสมควรที่ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศควรที่จะลาออกได้หรือยังว่า นายกษิต ยังต้องอยู่ต่อ เพราะเขาทำหน้าที่อยู่ เราต้องแยกเป็น 2 เรื่องคือ จีบีซี กับ เจบีซี โดย จีบีซีเป็นเรื่องข้อตกลงระหว่างกัมพูชากับไทยว่าเราจะมีคณะกรรมการ ว่าด้วยเรื่องชายแดนทั่วไปอาทิ เรื่องเดินทางไปมาหาสู่กัน การลดข้อพิพาทในบริเวณที่กระทบกระทั่งกัน โดยจะเป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม คณะกรรมการส่วนใหญ่ของ 2 ประเทศจะเป็นจากกระทรวงกลาโหม ที่จะตกลงกันว่าจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ และครั้งนี้ถึงรอบที่กัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ เพราะฉะนั้นทางฝ่ายไทยเองก็รออยู่ว่า หากทางกัมพูชาเชิญไทยไปร่วมประชุมเราก็ต้องไป

 รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า อีกเรื่องคือ เรื่องเจบีซี เป็นเรื่องของคณะกรรมการร่วมเกี่ยวกับการปักปันเขตแดน โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่หาข้อเท็จจริงมาแสดงว่า เขตแดนระหว่างประเทศหลักไหน อยู่ตรงไหน ที่สูญหายไปสมควรจะอยู่ตรงไหน และนำหลักฐานมาตรวจสอบ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เป็นชุดที่ทางฝ่ายกัมพูชาไปร้องต่อสหประชาชาติ ว่าเขาไม่สามารถเข้าดำเนินการได้ โดยทางสหประชาชาติได้ให้ 2 ประเทศมาหารือกันเอง และให้อาเซียนมาเป็นคนกลางช่วยดูแลสนับสนุน โดยประเทศอินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน ก็ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ เป็นผู้จัด เป็นผู้สนับสนุนให้มีการประชุมเจบีซี

 นายสุเทพ กล่าวว่า ยังมีข้อที่ต้องไปดำเนินการกำหนดกัน ว่าคณะผู้สังเกตการณ์ที่จะมาจากอินโดนีเซียจะมากี่คน เป็นใคร ไปอยู่กัมพูชา หรืออยู่ที่ไทย และอยู่ตรงไหนบ้าง การประชุมจะดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะต้องไปประชุม ปรึกษากับกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาและทางอินโดนีเซียด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแบ่งหน้าที่กัน ระหว่างกระทรวงกลาโหม กับกระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหากัน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการประชุมเจบีซีเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วทำไมต้องไปประชุมที่อินโดนีเซีย แล้วยังให้ทางอินโดนีเซีย ส่งคนมาสังเกตการณ์ดูเหมือนกระทรวงการต่างประเทศไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ นายสุเทพ กล่าวว่า "ก็ถูก  วันนี้คิดว่า ชัดเจนแล้วเมื่อแยก 2 เรื่องออกมาจากกัน จีบีซี ไม่ต้องไปอินโดนีเซีย ส่วนเจบีซี จะไปอินโดนีเซียไม่เป็นไร ส่วนการส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาก็เพราะสหประชาชาติได้ขอให้ทางอาเซียนมาช่วยดูแลอย่าให้มีการสู้รบกันเพราะฉะนั้น การจะมีผู้สังเกตการณ์มาก็จะต้องมาโดยวัตถุประสงค์ว่า ไม่ให้มีการยิงกัน  ผู้สังเกตการณ์มาจะได้ทำหน้าที่ดูว่าใครยิงก่อนยิงหลัง และเมื่อมีผู้สังเกตการณ์มาอยู่ทั้ง 2 ประเทศก็จะไม่เกิดเหตุ ” นายสุเทพ กล่าว

 นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ทางฝ่ายทหารเองก็ได้ยืนยัน ว่า ผู้สังเกตการณ์ที่มาจะต้องไม่ใช่กองกำลังทหาร เพราะถ้าเป็นกองกำลังทหาร ก็จะกระทบต่ออธิปไตย เพราะประเทศไทยมีเอกราชจะให้ชาติอื่นเอากองกำลังมาอยู่ในประเทศคงไม่เหมาะสม ทางกระทรวงการต่างประเทศเองก็เข้าใจ