ข่าว

นายกฯจี้ไตรภาคีเร่งเคาะขึ้นค่าแรง

นายกฯจี้ไตรภาคีเร่งเคาะขึ้นค่าแรง

07 เม.ย. 2554

นายกฯจี้ไตรภาคีเร่งเคาะขึ้นค่าแรง ยันรบ.พร้อมลดต้นทุนเอกชนควบคู่ แย้มเป็นไปได้ปรับเท่ากันทั้งประเทศ ลั่นไม่กลัวอุตสาหกรรมย้ายฐาน

 (7เม.ย.)ที่ห้องมหิตลาธิเบศร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมเสวนาถกประเด็น “ ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แรงงานไทยดีจริงหรือ ” โดยมีจากภาคเอกชนทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง นักวิชาการ อาทิ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายมนัส โกศล ประธานองค์การสภาลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย

   นายอภิสิทธื กล่าวตอนหนึ่งว่า นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 25% ปัจจัยขึ้นอยู่กับตัวโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้ความเป็นธรรมระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายของประชาชน ปัจจุบันการฝืนการขึ้นราคาสินค้าในปัจจุบันมีทำได้ยาก เมื่อสินค้ามีราคาแพงขึ้นเราก็ต้องมีการปรับรายได้ให้กับประชาชน รวมทั้งมีเงินออมและถ้าเราเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ก็ยังค่าจ้างสูงกว่า ตอนนี้ประเทศมีแรงงานประมาณ 2 ล้านคนขึ้นไปที่รับค่าแรงขั้นต่ำ รัฐบาลจึงพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้สามารถครองชีพได้ บวกกับมาตการอื่น มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเข้มแข็งขึ้น

 ส่วนที่ภาคอุตสาหกรรมอ้างถึงเรื่องต้นทุนที่อาจจะกระทบการสงออก นายกฯ กล่าวว่า ที่จริงแล้วขณะนี้โครงสร้างการส่งออกของประเทศไทย อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นเป็นสัดส่วนของมูลค่าการส่งออกประมาณร้อยละ 10 จริงแล้วสินค้าที่เราส่งออกไม่ได้ใช้แรงงานของคน แต่แน่นอนเราต้องดูแลอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคน ประเด็นคือเราต้องทำสองอย่างที่ให้ค่าจ้างที่กระโดดสูงขึ้นทำให้อุตสาหกรรมอยู่ได้ เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะให้ค่าจ้างสูงแต่ไม่มีใครจ้าง ดังนั้นตัวเลขที่เราเสนอก็อยู่กับความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่ว่าอยากจะขึ้นเท่าไรตามใจชอบ ดังนั้นเต้องดู 2 อย่างที่จะทำยังไงถึงจะอยู่ได้

  1.ต้องเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพของแรงงาน มาตรการจะควบคู่กับการพยายามโยงค่าจ้างกับประสิทธิภาพแรงงานมากขึ้น ซึ่งกระทรวงแรงงานก็ดำเนินการในเรื่องของค่าจ้างที่โยงกับมตรฐานฝีมือแรงงานซึ่งเราตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพที่จะมาช่วยในเรื่องของการให้ความต้องการแรงงาน ทักษะ ประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

  2.ต้องช่วยลดต้นทุนด้านอื่น อาทิ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเพียงตัวเดียว ซึ่งอุตสาหกรรมบอกว่าไม่มีประโยชน์ไม่ได้ช่วยเขา ซึ่งไม่ใช่เพราะเราจะดูให้ครบทั้งหมดว่าเมื่อค่าจ้างขึ้นต้นทุนที่เกิดจากภาครัฐที่ลดได้เร็วที่สุดเราจะลดตัวไหนอย่างไรบ้าง ยังมีเรื่องของการหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องของค่าจ้างซึ่งกระทรวงแรงงานกำลังศึกษา ซึ่งตนมั่นใจว่าแนวทางที่จะลดต้นทุนทำได้อีกหลากหลาย ส่วนเรื่องต้นทุนการขนส่งโลจิสติกทำโดยลำดับมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้นทุนด้านโลจิสติกจะลดลงจาก 18% ให้เหลือ ต่ำกว่า 15% ปลายทางเหลือต่ำกว่า 10%

 “ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในเรื่องค่าครองชีพแต่เป็นการปรับโครงสร้างอย่างอื่นให้เศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งโดยพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นและเป็นโอกาสทำให้สังคมและเศรษฐกิจของเรามีความเป็นธรรมมากขึ้น ” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายขึ้นค่าแรง 25% ภายใน 2 ปี อีกว่า จะยึดโยงสองส่วนคือค่าจ้างจะยึดกับค่าครองชีพ กับโยงเรื่องของประสิทธิภาพที่ไม่ฝืนตลาด ฉะนั้นโครงสร้างถ้าบอกว่าขึ้นเท่ากันทั่วประเทศคิดว่าจะเป็นปัญหากับโครงสร้าง ซึ่งในใจตนอยากเห็นสิ่งแรกคือต้องขึ้นเพื่อให้เขาอยู่ได้กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งข้าราชการเงินเดือนขึ้นแล้ว 5% รัฐวิสาหกิจเงินเดือนต่ำกว่า 5 หมื่นบาทก็ขึ้น 5% ส่วนท้องถิ่นตนกำลังดูอยู่ ดังนั้นตนจะพยายามให้ทุกคนอยู่ได้ในปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น หลังจากนั้นตนคิดว่าการจะขึ้นแบบก้าวกระโดดต้องทำพร้อมกับการลดต้นทุน ฉะนั้นไม่สามารถขยับได้พรวดเดียว แต่เป้าหมายสุดท้ายคือเราอยากจะเห็นค่าจ้างขั้นต่ำภายใน 2 ปี

 “ มีคนชอบนินทาว่าเวาจะเลือกตั้งมาพูดเรื่องนี้ โอ๊ยไม่ใช่ เราทำเรื่องนี้มาโดยตลอด พูดกันตรงๆนะครับไม่ใช่ว่าอย่างตอนนี้หาเสียงแข่งขันกันของผมอยู่บนความเป็นจริงผมก็บอกว่า 2 ปี 25% พรรคอื่นเขาอาจจะบอกว่าพรวดเดียวเลย 300 บาท ส่วนที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยเสนอว่าจะขึ้น 25% ในทันทีนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่านายมิ่งขวัญยังเป็นผู้สมัครชิงนายกฯหรือไม่ แต่สำหรับผมคือว่าถ้าขึ้นทันทีแบบก้าวกระโดดผมไม่คิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์นอกจากจะมีคนตกงานทันที ฉะนั้นแนวทางคือจะขึ้นสู้ค่าครองชีพของแพง แล้วมาเร่งดูในเรื่องของการปรับลดต้นทุนที่กระทรวงคลังมีทางเลือกแล้วฝ่ายนโยบายจะดูว่าอะไรบ้างเป็นการลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ พร้อมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพทักษะ ” นายกฯ กล่าว

 ตนยังตอบไม่ได้ว่าจะขึ้นเท่ากันทั้งประเทศ ขอไปดูรายละเอียดตัวเลขอะไรต่าง ๆ ก่อน แต่ในที่สุดเบื้องต้นเราอาจขึ้นเท่ากันในรอบแรกก็ได้ หรืออาจจะไม่เท่ากันในรอบแรกแต่อาจจะชดเชยให้ในรอบที่สอง อย่างไรก็ตามเราผ่านวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ การว่างงานไม่ได้เพิ่มขึ้น ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นตามสมควร ลูกจ้างและนายจ้างไม่ได้ทะเลาะขัดแย้งกันเหมือนหลายประเทศและตัวเลขที่ตนดีใจคือเมื่อผ่านวิกฤติเศรษฐกิจแล้วตัวชี้วัดเรื่องการกระจายรายได้ดีขึ้น

 ส่วนค่าแรงของแรงงานต่างชาติ นายกฯ กล่าวว่า มันมีแง่มุมที่หลายคนเป็นห่วง กรณีที่เราจะทำได้คือกรณีที่อาจจะเป็นลักษณะของเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ต้องยอมรับวาถ้าเราถ่างมากขึ้นจะยิ่งเป็นปัญหาว่านายจ้างจะพยายามแสวงหานำลูกจ้างต่างด้าวเข้ามามากขึ้น แต่ในใจตนก็หนีไม่พ้นว่าต้องขึ้นให้เพียงแต่ต้องมีเหตุผลเป็นกรณีพิเศษ อย่างเช่นเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างที่พยายามจะทำที่แม่สอดและกาญจนบุรี

 “ หากถามว่ากลัวไหมว่าถ้าขึ้นค่าแรงแล้วอุตสาหกรรมจะย้ายฐานการผลิตไปเพื่อนบ้าน ต้องเรียนว่าผมไม่กลัว ประการแรกคือต้องมีอุตสาหกรรมไปลงทุนที่ต่างประเทศเป็นการย้ายฐานการผลิต เป็นไปไม่ได้ว่าเราจะคาดหวังว่าโครงสร้างและฐานการผลิตไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อมีอุตสาหกรรมย้ายออกไปก็ต้องมีบางอุตาหกรรมย้ายเข้ามา ส่วนการใช้เครื่องจักรมีจำนวนมากขึ้นก็ไม่มีปัญหา เพราะช่วงนี้ที่เงินบาทถือว่าแข็งก็อยากให้นำเข้าเครื่องจักรช่วงนี้ เพราะผลิตภาพแรงงานจะสูงขึ้น แต่ต้องบอกว่าถ้าสองเรื่องนี้เกิดขึ้นคนจะว่างงานหรือไม่ ฉะนั้นเราต้องดูการสร้างงานอย่างต่อเนื่อง”นายกฯ กล่าว

 ทั้งนี้หากคณะกรรมการไตรภาคีทำได้เร็วแล้วบอกให้รัฐบาลดำเนินการลดต้นทุนบอกเรามา รัฐบาลก็จะดำเนินการมาตรการให้เกิดขึ้น แต่ถ้าบอกว่าเรื่องค่าจ้างไตรภาคีว่าไป เรื่องภาษีให้ภาคธุรกิจไปเจรจากับกระทรวงการคลัง ดังนั้นโครงสร้างก็จะไม่เปลี่ยน บางสิ่งที่ควรจะเกิดก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทำลายกลไกไตรภาคีแต่ครั้งนี้เป็นการพูดเชิงนโยบายและโครงสร้าง