
ผบ.ทบ.ลงนราฯถกด่วน3ฝ่ายปรับแผนรับสงกรานต์
ผบ.ทบ.ลงนราฯเรียกประชุมด่วนกองกำลัง 3 ฝ่ายจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมสั่งปรับแผนช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อรับมือโจรใต้ที่เตรียมก่อเหตุป่วน ก่อนตอกย้ำยุทธศาสตร์ทุกข้อต้องไม่อ่อน
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 7 เม.ย.54 ที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส อ.เมือง จ.นราธิวาส พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพภาคที่ 4 จากท่าอากาศยานนราธิวาสพร้อมคณะ อาทิ พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก พล.ท. อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 โดยมีนาย ธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.นราธิวาส รวมทั้ง ผวจ.ยะลาและปัตตานี พล.ต. อุทิศ สุนทร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจฝ่ายปกครองร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้เข้าประชุมลับร่วมกับกองกำลัง 3 ฝ่ายภายในห้องประชุมของ ฉก.นราธิวาส โดยไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมรับฟัง อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย ผบ.หน่วยถึงระดับ ฉก.หมายเลข 2 ตัวซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ 3 จชต.คือนราธิวาส ปัตตานีและยะลา รวมทั้ง 4 อำเภอของ จ.สงขลา รวมกว่า 70 นาย
ขณะที่บริเวณรายรอบหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสมีการวางกำลังเพื่อเฝ้าระวังจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี รวมทั้งพื้นที่จุดเสี่ยงที่ล่อแหลมต่อการก่อเหตุ ทั้งเขตเทศบาลเมืองนราธิวาสและอำเภอรอบนอกอย่างเข้มงวดตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงตลอดทั้งวันนี้
สำหรับบรรยากาศภายในห้องประชุมของ ฉก.นราธิวาส ทางด้าน พล.ท. อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ได้บรรยายสรุปถึงสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในห้วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาถึงขณะนี้ ซึ่งกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบพยายามที่จะก่อเหตุเพื่อมุ่งร้ายต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงศักยภาพตอบโต้ภาครัฐที่สามารถดึงมวลชน โดยการน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศเป็นยุทธศาสตร์หลักของกองทัพ โดยดำเนินการขับเคลื่อนควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์รอง 6 ด้านของ พล.ท. อุดมชัย แม่ทัพภาคที่ 4 ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและการขจัดเงื่อนไข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การป้องกันและแก้ไขปัญหาแทรกซ้อน การดำเนินการเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมและความยุติธรรมทางกฎหมาย การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการสร้างสภาวะเกื้อกูลเป็นหนึ่งเดียวทั้งพุทธและมุสลิม
ซึ่งนโยบาย 2 หลักใหญ่ที่สอดคล้องในเชิงรุก ผนวกกับการบูรณาการการปฏิบัติของกองกำลังผสม 3 จชต.และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ทำให้เจ้าหน้าที่สามรถทะลายเครือข่ายแนวร่วมก่อความไม่สงบรวมทั้งเครือข่ายยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่องหลายครั้ง อาทิ โครงการญาลันนันบารู นำคนกลับบ้าน มัสยิดสานใจต้านภัยยาเสพติดและสานใจสู่สันติ จนนำไปสู่การจับกุมและยึดของกลางได้ในหลายพื้นที่ ซึ่งข้อมูลล่าสุดของหน่วยข่าวความมั่นคง จ.นราธิวาส ณ วันที่ 17 ม.ค.54 พบว่ามีบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 308 ราย หมาย พรก.จำนวน 309 รายและเป็นการออกหมายต่างพื้นที่จำนวน 37 ราย รวมทั้งสิ้น 654 ราย โดยโครงการสานใจสู่สันติได้ดำเนินการไปแล้ว 11 อำเภอที่ จ.นราธิวาส มีผู้เข้าร่วมโครงการแยกเป็นผู้ที่มีหมายจับ ป.วิอาญา 26 ราย หมาย พรก. 59 รายและบุคคลที่ไม่มีการออกหมายแต่รู้สึกไม่สบายใจ 404 ราย รวมทั้งสิ้น 489 ราย
หลังรับฟังบรรยายสรุปและข้อขัดข้องในการปฏิบัติของกองกำลังแล้วเสร็จ ผบ.ทบ.ได้มอบนโยบายและแนวทางสู่การปฏิบัติที่ชัดเจน พร้อมกับกำชับให้ทุกฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆที่ได้วางกรอบไว้ทุกข้ออย่างต่อเนื่องและจริงจัง ขณะเดียวกันได้เน้นย้ำเป็นกรณีพิเศษในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงในสัปดาห์หน้านี้ โดยให้ทหารสนธิกำลังทุกภาคส่วนอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนทุกเส้นทาง มีการตั้งจุดตรวจจุดสกัดลอยเสริมจุดตรวจหลักที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ล่อแหลมเพื่อสกัดกั้นกลุ่มโจรใต้หลังรับรายงานจากแหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ว่ากลุ่มผู้ไม่หวังดีวางแผนเตรียมก่อเหตุร้ายป่วนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดย ผบ.ทบ.ได้ย้ำว่าความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยของกำลังพลทุกนายด้วยเช่นกัน
สำหรับภารกิจในช่วงบ่ายของ ผบ.ทบ.ก่อนที่จะเดินทางกลับ กทม.ได้เดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส เพื่อมอบรถเข็นจำนวน 18 คันให้แก่ผู้พิการรวมทั้งไม้เท้าแก่คนชราอีก 1 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.ตากใบและสุไหงโก-ลก รวมทั้งร่วมกิจกรรมโครงการ นำคนกลับบ้านที่สนองยุทธศาสตร์การดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีเยาวชนที่อาศัยในพื้นที่ อ.เมืองนราธิวาส รวมกว่า 50 คน จำนวน 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่มีหมายจับ ป.วิอาญา กลุ่มมีหมายจับ พรก.รวมทั้งกลุ่มเสี่ยงที่ต้องมีการเฝ้าระวัง เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยเจ้าหน้าที่จะได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อแม่และเครือญาติเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกันระหว่างภาครัฐและชาวบ้านในพื้นที่ อย่างไรก็ตามขณะนี้ นำคนกลับบ้านซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงผิดออกมาแสดงตนเพื่อลดช่องว่างในสังคมและกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย ได้ดำเนินการไปแล้วที่ จ.นราธิวาส 3 อำเภอคือ อ.จะแนะ สุไหงปาดีและรือเสาะ ก่อนที่ต่อยอดให้ครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอรวมทั้งปัตตานี ยะลาและ 4 อำเภอของ จ.สงขลาต่อไป



