
ปภ.ห่วงเหยื่อดินถล่มเขาพนมเครียด
ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จ.กระบี่ เผย เร่งตามผู้สูญหายในพื้นที่เขาพนม ที่สูญหายอีก 3 ราย ยัน ไม่ยุติภารกิจจนกว่าจะค้นพบ ระบุ ชาวบ้านบางรายกลับเข้าพื้นที่ ส่วนประชาชนที่สูญเสียบ้านและทรัพย์สิน เกิดอาการเครียดและซึมเศร้า เตรียมระดมแพทย์เยียวยาความรู้สึกด่
(7เม.ย.)นายเถลิงศักดิ์ ภูวญาณพงศ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จ.กระบี่ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร รวมทั้งหน่วยกู้ภัยยังระดมติดตามหาผู้สูญหายในพื้นที่เขาพนมอย่างต่อเนื่อง โดยตามรายงานข้อมูลที่มีการแจ้งจากญาติพี่น้องของผู้ประสบภัย ยังมีผู้สูญหายอีก 3 ราย โดยแบ่งเป็นผู้สูญหายในพื้นที่เขตเขาพนม 2ราย และเขตเมืองอีกหนึ่งราย
“การปฏิบัติการติดตามและค้นหาผู้สูญหายอีก3ราย จะไม่มีการยุติจนกว่าจะพบตัว โดยล่าสุดได้รับการยืนยันจากแม่ทัพภาคที่4 สนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ในการค้นหา จึงขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนจะให้ความช่วยเหลือถึงที่สุด ”นายเถลิงศักดิ์ กล่าว
ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จ.กระบี่ กล่าวต่อว่า จากสภาพอากาศที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้มีชาวบ้านบางส่วนเริ่มกลับเข้าพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่บ้านเรือนเสียหายบางส่วนได้เข้าไปเริ่มซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ในขณะเดียวกันประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังที่ยังไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้โดยในกลุ่มนี้ทางราชการยังให้ความช่วยเหลือเต็มที่
“กลุ่มที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังในพื้นที่มีประมาณ170คน ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องเข้าไปดูแลใกล้ชิดเพราะส่วนใหญ่อยู่ในสภาพแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ทั้งบ้านไม่เหลือ ที่ทำกิจเสียหายหมด แถมทรัพย์สินก็สูญหายแทบไม่มีติดตัว จึงทำให้ตกอยู่ในอาการเครียด และต้องส่งเจ้าหน้าที่แพทย์มาเยียวยาสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด”ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย จ.กระบี่ กล่าว
นายเถลิงศักดิ์ กล่าวต่อว่าสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือสภาพจิตใจของชาวบ้านที่บอบช้ำหนัก เนื่องจากมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เหลือสิ่งใดๆ ทำให้สภาพความรู้สึกจมอยู่กับความสูญเสียหากไม่เยียวยาและดูแลใกล้ชิดจะกลายเป็นปัญหาสำคัญได้ ซึ่งขณธนี้เริ่มพบประชาชนอยู่ในภาวะซึมเศร้าหลายคนแล้วซึ่งขณะนี้ได้เร่งประสานเจ้าหน้าที่เยียวยาความรู้สึก
ด้านนายภราดร นุชิตศิริภัทรา เลขาธิการสมาคมชาวสวนยางจังหวัดตรัง กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมได้เกิดผลกระทบอย่างหนัก สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางพารา ทั้งในภาคใต้ และจังหวัดตรัง เนื่องจากมีความรุนแรงมากกว่าน้ำท่วมในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะสวนยางพาราที่เพิ่งปลูก หรือมีอายุตั้งแต่ 1-2 ปี หากถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป มีโอกาสที่ต้นจะตายสูงและจะต้องปลูกซ่อมใหม่ทดแทน ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องมีต้นทุนในการดำเนินการเพิ่มขึ้น ทั้งกล้าพันธุ์ยางพารา ที่ปกติก็อยู่ในภาวะขาดแคลนอยู่แล้ว ก็จะยิ่งขาดแคลนเพิ่มขึ้น และจะมีราคาขยับตัวสูงขึ้นตามความต้องการอีกด้วย นอกจากนั้น เกษตรกรยังต้องมีค่าใช้จ่ายด้านค่าแรง ค่าปลูก ค่าบำรุงรักษา เพิ่มเติมไปอีกส่วนหนึ่ง
ส่วนต้นยางพาราที่มีขนาดโตและให้ผลผลิตได้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเปิดกรีดในฤดูกาลใหม่ได้ทันที โดยจะต้องรอไปอย่างน้อย 1 เดือน หลังจากน้ำท่วมผ่านพ้นไปแล้ว หรือประมาณช่วงปลายเดือนเมษายน หรือช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งๆ ที่ปกติจะสามารถเปิดกรีดได้ ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์นี้ เนื่องจากปกติยางพาราจะเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ซึ่งการที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้หน้ายางเปียกชื้น หากฝืนไปกรีด ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคเชื้อรา และโรคเส้นดำ โดยเฉพาะยางพาราพันธุ์ RRMM 600 ขณะเดียวกันในพื้นที่ภาคอื่นๆ เช่น ภาคเหนือ หรือภาคอีสาน ก็ประสบปัญหาทั้งหนาวจัด และแล้งจัด จนทำให้ยางพาราเกิดความเสียหายไปจำนวนมากไม่แพ้ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบมาจากภัยธรรมชาติโดยทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นมานั้น เลขาธิการสมาคมชาวสวนยางจังหวัดตรัง เสนอแนะให้รัฐบาล โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) หรือสำนักงานเกษตร เร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยแทนที่จะมัวแต่ดูถึงจำนวนตัวเลขที่ต้องจ่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งบางส่วนก็ยังไม่ได้รับการชดเชยนับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2553 แต่ควรจะเร่งหันไปช่วยเหลือในส่วนของวัตถุดิบด้านการเกษตร เพื่อนำไปฟื้นฟูสวนยางพาราให้กลับคืนมาสู่สภาพเดิม และสามารถเปิดกรีดในฤดูกาลใหม่ได้โดยเร็วที่สุด เพราะเป็นวิธีการที่สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าจ่ายเงิน ส่วนสถานการณ์ของยางพาราหลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยธรรมชาติ จะทำให้มีราคาขยับตัวสูงขึ้นไปอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 120-150 บาท
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไปติดตามการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งการปฏิบัติการทางยุทธวิธีทั้งเชิงรุก-เชิงรับ รวมถึงการปรับเปลี่ยนหน่วยที่ครบวงรอบหลายหน่วย ทั้งนี้การทำงานในพื้นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น พร้อมหารือกับพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กรณีน้ำท่วม เพราะมีหลายจังหวัดได้รับผลกระทบถึงการให้ความช่วยหเลือ ทั้งการสร้างเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสัญจรไปมาให้ได้ และซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการในเรื่องงบประมาณพร้อมกันนี้ได้สั่งตั้งหัวหน้าชุดเฉพาะกิจทหารช่างเข้าไปควบคุมดูแลใน 4 พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งหมด
อย่างไรก็ตามมีความห่วงใจในการปฏิบัติงานเพราะเนื่องจากการทุกเหล่าทัพใช้เครื่องบินให้การช่วยเหลือวันละหลายสิบเที่ยว แต่ละลำบินนานถึง 6-7 ชั่วโมงค่อนข้างจะมากในเรื่องของกฎนิรภัย บางทีอาจจะเครียดกับสภาพอากาศ
“กองทัพพยายามทำตามกรอบที่สามารถทำได้ เมื่อเกิดภัยพิบัติเหล่าทัพต้องเป็นหน่วยแรกที่จะเข้าไปโดยมีรมว.กลาโหม ดำเนิการสั่งการในภาพรวม ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนหากเกิดกรณีดังกล่าวทหารจะต้องใช้ยุทโธปกรณ์เข้าไปให้ถึงพื้นที่โดยเร็วที่สุด และสถาปนาติดต่อสื่อสารและแจ้งให้ทราบถึงข้อขัดข้องเพื่อให้หน่วยงานอื่น ๆ เข้าไปแก้ไขปัญหา ซึ่งเน้นการบูรณาการ” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ



