ข่าว

"นโยบายไม่ใช่แค่ขายแล้วเลิก"

"นโยบายไม่ใช่แค่ขายแล้วเลิก"

07 เม.ย. 2554

“สิ่งที่สำคัญสำหรับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ คือ คำนึงถึงการปฏิบัติได้ ผลลัพธ์เกิดกับประชาชน และต้องปูพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเติบโตต่อไปในอนาคต นโยบายไม่ใช่เป็นเรื่องที่ขายหนเดียวแล้วเลิก มันไม่ใช่เป็นเรื่องแต่เพียงว่าซื้อนโยบายนี้แล้ว หลังจากนั้

นี่คือคำการันตีของหนึ่งในกุนซือด้านนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชื่อ "กนก วงษ์ตระหง่าน" ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะทำงานยุทธศาสตร์นโยบายหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ในชุดที่มี "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" เป็นประธาน

 เปิดตัวเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ โดยแบ่งกลุ่มนโยบายออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ "ครอบครัวต้องเดินหน้า-เศรษฐกิจต้องเดินหน้า-ประเทศต้องเดินหน้า" ประกอบด้วย 21 โครงการสำคัญ เน้นตั้งแต่สวัสดิการนิยม และด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหลมฉบัง ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยเตรียมทุ่มงบประมาณราว 1 แสนล้านบาท

 "กนก" เปิดเผยถึงรายละเอียดของหลักคิดการจัดทำนโยบายหาเสียงของพรรคครั้งนี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยให้ประชาชนผ่านปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจให้ได้ และต้องเติบโตอย่างมั่นคง พรรคจึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือส่วนที่เป็นครอบครัวที่เกี่ยวกับประชาชนโดยตรง หัวใจสำคัญคือการลดรายจ่ายในช่วงภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับประชาชนที่ยากจน ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย จะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือเดือนละ 120-150 บาท

 "กนก" บอกว่า มาตรการที่สำคัญ คือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ถือว่าช่วยคนยากจนในต่างจังหวัด ช่วยลดค่าใช้จ่ายอาหารเพื่อยังชีพได้มาก และยังมีเรื่องการศึกษา ที่พรรคได้ผลักดันในเรื่องเรียนฟรี ไม่ต้องเสียค่าเครื่องแบบ ตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ตรงนี้ก็ช่วยลดค่าใช้จ่าให้แก่ครอบครัวทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน หลักคิดของพรรคคือ ประเทศไทยมีคนยากจนอยู่มาก จำเป็นที่เราต้องให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของสวัสดิการแก่กลุ่มคนเหล่านี้

 นโยบายส่วนที่ 2 คือ เศรษฐกิจต้องเดินหน้า "กนก" มองว่า เมื่อเศรษฐกิจฟื้นขึ้นมา เรื่องที่พรรคให้ความสำคัญคือค่าแรงขั้นต่ำ ผู้ใช้แรงงานต้องได้รับการปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 25% ภายใน 2 ปี พร้อมกับสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยการเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการ ไม่ให้มีปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

 "ตรงนี้คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนพรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทันที 300 บาท จากการวิจัยของพรรคพบว่าเป็นปรับแบบการก้าวกระโดดที่ไม่เป็นจริง เป็นการเสนอที่ภาคเอกชนปรับตัวไม่ได้ เพราะเร็วเกินไป ดังนั้นในส่วนนี้ จึงไม่ใช่การประมูลราคาค่าแรงขั้นต่ำว่าอันไหนจะสูงกว่ากัน เพราะฉะนั้นความพอดีในการขับเคลื่อนนโยบายเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การเสนอนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของพรรคเพื่อไทยนั้น ฟังดูว่าอาจจะดี แต่ในความเป็นจริงภาคเอกชนถือว่าปรับตัวไม่ทัน รับไม่ได้ ในที่สุดแล้วผู้ใช้แรงงานเองก็ตกงาน ซึ่งยิ่งแย่ไปกันใหญ่” กนกกล่าว

 "กนก" ยังเปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีนโยบาย “จัดตั้งเขตเศรษฐกิจการเกษตรพิเศษ” ขึ้น เพราะประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิตอาหาร เกินกว่าความต้องการบริโภคในประเทศ และเป็นประเทศส่งออกอาหาร ตรงนี้สิ่งที่สำคัญคือประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น รัฐบาลประชาธิปัตย์จะต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยจะให้เกษตรกรเข้ามาเป็นเจ้าของหลักในรูปสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร

 อีกด้านหนึ่งคือเรื่องการประกันรายได้สินค้าเกษตร 3 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ซึ่งนโยบายนี้พิสูจน์แล้วว่าได้ประโยชน์กว่าการรับจำนำ 4-5 เท่าตัว เพราะคนที่ได้จากการรับจำนำมีเพียง 6 แสนครัวเรือน แต่คนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการประกันรายได้มีถึง 2.5 ล้านครัวเรือน ต่อไปเราก็ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มกำไรให้เกษตรกรจากโครงการประกันรายได้อีก 25%

 ส่วนที่มองว่าการเพิ่มกำไรให้เกษตรกรในโครงการประกันรายได้จะเพิ่มภาระงบประมาณนั้น "กนก" เห็นว่า เงินที่ใช้ในการประกันรายได้น้อยกว่าการรับจำนำมาก เพราะการรับจำนำรัฐบาลต้องแบกสต็อกสินค้าเกษตรไว้ในคลังสินค้า สุดท้ายรัฐบาลต้องขายในราคาต่ำ ซึ่งภาระขาดทุนตรงนี้มากกว่าเงินที่รัฐบาลนำไปใช้ในการประกันรายได้เกษตรกร

 "เมื่อเศรษฐกิจครอบครัวผ่านวิกฤติ เศรษฐกิจเดินหน้าได้ ไม่สะดุด ต่อไปเราก็ต้องมองอนาคตของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำรถไฟความเร็วสูงจากจีนผ่านหนองคาย อุดรธานี โคราช กรุงเทพฯ ลงไปในภาคใต้ เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ คาดว่าจะมีผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยว จากประเทศจีนอีก 8 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันก็จะมีการค้าการลงทุนตามมา เพราะนักธุรกิจจีนจะเดินทางมาไทยง่ายขึ้น ตรงนี้ คือการวางอนาคตของประเทศที่สำคัญ โดยคิดว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงจะเสร็จและใช้ได้ภายใน 4 ปี"

 คณะทำงานยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อว่า จะมีการลงทุนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง จ.ระยอง ให้เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ให้สินค้าต่างๆ เข้าออกไทยมากขึ้น ทำให้การขนส่งทางเรือขยายตัว สินค้าที่จะไปจีน เซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่น สหรัฐ ก็จะมาตรงนี้ จะทำให้ไทยแปรเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน เป็นประตูของจีน ที่จะเปิดสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 ส่วนที่หลายคนหลายคนมองว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ชาวบ้านมองแล้วไม่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เหมือนกับนโยบายพรรคเพื่อไทย "กนก" ชี้แจงว่า เราเชื่อในสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดของประชาชน วันนั้นประชาชนฉลาดรู้ว่าอะไรเป็นของจริงที่ทำได้ อะไรเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เราจึงเชื่อว่าประชาชนจะแยกออกและตัดสินใจได้ นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมา พูดง่ายๆ คือในระยะสั้นประชาชนต้องได้รับประโยชน์ ในระยะยาวประเทศชาติต้องดีขึ้น ตรงนี้คือหลักคิดที่สำคัญของเรา ไม่ใช่ระยะสั้นประชาชนได้ประโยชน์ ระยะยาวประเทศชาติเป็นอะไรไม่รู้


ยศวดี หงษ์ทอง