
ช่วยกันสู้ภัยน้ำท่วมจริงๆจังๆยังไม่สาย
ขณะนี้แม้ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงต้นของฤดูร้อน แต่ในความเป็นจริงกลับมีทั้งอากาศร้อน อากาศหนาว และฝนตกสลับกันไป สร้างความฉงนให้ผู้คนเป็นอย่างมากกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน
นอกจากนี้ เรายังเผชิญกับภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ถี่ขึ้น ล่าสุด คือ น้ำท่วมภาคใต้อย่างหนักถึง 10 จังหวัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 50 คน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ และองค์กรสื่อมวลชนต่างก็เร่งรีบช่วยกันเพิ่มช่องทางการช่วยเหลืออย่างจ้าละหวั่นทั้งการรับบริจาคเงิน และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ที่กำลังเดือดร้อน
อันที่จริง เหตุการณ์น้ำท่วมเพิ่งจะเกิดขึ้นในไทยเมื่อช่วงปลายปี 2553 เริ่มจากในช่วงเดือนตุลาคมที่ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และมีน้ำท่วมสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานในบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ถัดมาไม่นานช่วงเดือนพฤศจิกายน พายุดีเปรสชันเคลื่อนตัวเข้าถล่มภาคใต้ ตั้งแต่ จ.ชุมพรลงไปมีฝนตกหนักมากก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือน
จากวิกฤติการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาประกาศเตือนและให้ความรู้ในการรับมือและการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดน้ำท่วม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งอาจมีบางคนที่รู้แล้ว แต่ก็มีหลายคนที่ยังไม่รู้ หรืออาจจะลืมไปแล้ว จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
เมื่อเกิดอุทกภัย ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำในที่น้ำท่วม อย่าพายเรือเข้าใกล้เสาไฟฟ้า เพราะอาจเกิดไฟฟ้าดูด ไม่อยู่ใกล้ทางน้ำไหลหรือร่องน้ำเพราะอาจเกิดดินถล่ม ตัดกระแสไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดเสียชีวิต อย่าไปเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์ภายในบ้านให้เป็นระเบียบ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษแอบอาศัยอยู่ภายในบ้าน ระวังโรคติดต่อ ดื่มน้ำสะอาดและกินอาหารที่สุกและสดใหม่ ใส่รองเท้าทุกครั้งหากต้องเดินลุยน้ำ เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ตั้งสติให้มั่น อย่าตื่นตระหนก ปฏิบัติตามคำเตือนของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด
สังเกตสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ หากมีฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ระดับน้ำในห้วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สีของน้ำเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับภูเขา มีเสียงดังผิดปกติมาจากภูเขาหรือลำห้วย สัตว์ป่าแตกตื่น น้ำท่วมและเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ไปยังพื้นที่ปลอดภัยตามเส้นทางที่กำหนดในทันที ก็หวังว่าคงจะไม่สายเกินไปสำหรับข้อแนะนำที่เล่ามานี้ เพราะน้ำท่วมคราวนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน
นอกจากประชาชนจะต้องช่วยตัวเองให้ดีแล้ว หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็ควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเมื่อเกิดภาวะวิกฤติร่วมกันจริงๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว สอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางในการประสานงานเฉพาะกิจที่มีระบบการจัดส่งหรือกระจายสิ่งของที่ดี เพื่อเป็นศูนย์รวมในการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็ว ทันความต้องการ
นอกจากนี้ ยังน่าจะจัดให้มีการซักซ้อมการอพยพกรณีน้ำท่วมอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับภัยน้ำท่วมที่จะเกิดในอนาคตอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยลดการสูญเสีย หรือจะรวมเรื่องแผ่นดินใหวเข้าไปด้วยก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร เหมือนที่เขามีการฝึกซ้อมกันเป็นประจำในญี่ปุ่น ซึ่งเขาซ้อมกันตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม
น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่จะทำอย่างไรที่จะไม่ต้องเกิดการสูญเสียซ้ำรอยอีกต่อไป เห็นว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่คนไทยจากหลายๆ หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และองค์กรสื่อมวลชน จะต้องผนึกกำลังช่วยกันศึกษาหาข้อมูล คิด วางแผน และดำเนินการโดยให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติประเภทต่างๆ อย่างจริงจังเสียที เริ่มวันนี้ก็ยังไม่สายครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



