
ยิ่งใกล้เลือกตั้งก็ยิ่งแรง
การประชุม ผบ.เหล่าทัพ ครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ไฮไลท์อยู่ที่ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ
พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ โดย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นตัวแทนร่วมแถลงข่าว “จุดยืน” ของกองทัพต่อสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคงสับสนอลหม่าน เพราะกระแสข่าว “ปฏิวัติ-รัฐประหาร”
การที่ ผบ.เหล่าทัพ” ออก “แอ็กชั่น” ในครั้งนี้ มองได้ 2 ประเด็น
1.เพื่อลดกระแสสังคมที่กำลังจะเกิดความสับสน เพราะข่าวที่ออกมานั้นออกจากปากของ กกต.
2.เพื่อที่จะกำราบทหารด้วยกันเอง เพราะต้องยอมรับว่าอุดมการณ์ทางการเมืองในส่วนของทหารนั้นยังมีผู้ที่ภักดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
พูดง่ายๆ ด้วยศัพท์ นปช.ก็คือยังมีทหารแตงโม ที่พร้อมจะ “แหกคอก”
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ กองทัพไม่อาจหลีกพ้นการรุกคืบของการเมือง ที่มองว่า กองทัพเป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นเครื่องมือค้ำจุนรัฐบาลปัจจุบัน
การต่อสู้หรือการทำลาย เกราะป้องกันตรงนี้จะใช้กำลังอาวุธเช่นที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ผล จึงหันมาใช้วิธีการสร้างข่าว สร้างกระแสในเรื่องของการปฏิวัติ-รัฐประหาร บ่อนทำลายและกัดเซาะกองทัพ
ที่ผ่านมาลำพังยุทธวิธีเช่นนี้ ทำได้เพียงแค่ปลุกเร้าคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่บังเอิญว่ามี สดศรี สัตยธรรม กกต. มาพูดในเรื่องนี้ด้วย ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับเสื้อแดง แต่ก็ทำให้กองทัพไม่อาจนิ่งเฉย หรือปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปฏิเสธโดยลำพัง
ยิ่งเมื่อสดศรีอ้างว่า ไปคุยกับนายทหารที่รู้เส้นสนกลใน ว่าจะเกิดการปฏิวัติ และมีนายทหารที่พร้อมจะปฏิวัติเรียบร้อยแล้ว ยิ่งเป็นตัวเร่งให้การปฏิเสธอย่างแข็งขันเกิดขึ้น
นั่นคือที่มาของผู้นำ 4 เหล่าทัพ ออกมายืนเป็นแผง เพื่อยืนยันว่า การปฏิวัติหรือรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ รวมทั้งหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น !
เหตุหรือปัจจัยในการปฏิวัติ หรือยึดอำนาจรัฐโดยกำลังทหารนั้น ที่ผ่านมา หากไม่มีระดับ ผบ.เหล่าทัพเป็นผู้นำแล้ว โอกาสที่นายทหารระดับ ผบ.พัน. หรือระดับคุมกำลังจะทำเอง จะเป็นการก่อกบฏเสียมากกว่า
อย่าว่าแต่การปรับย้าย นายทหารระดับ ผบ.พัน.นั้นถูกสลับสับเปลี่ยนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จนเชื่อว่า "แตงโม" ที่ว่านั้น น่าจะเป็นเพียง "เงา" หรือหากมีก็น้อยเต็มที จนประเมินแล้วหากบุ่มบ่ามนำกำลังออกไปก็น่าจะเป็นการ "ฆ่าตัวตาย" เสียมากกว่า
ถามว่าเหตุใดถึงเป็น พล.อ.ทรงกิตติ ?
ทั้งที่ พล.อ.ทรงกิตติ เป็นนายทหารซึ่งจบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และยังมีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า ไม่ค่อยจะกินเส้นกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
เนื่องจากที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ทรงกิตติ ไม่ค่อยพออกพอใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เท่าใดนัก
ที่คาใจหนักๆ ก็เป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในก่อนหน้านี้
ถึงกับมีกระแสข่าวว่า ในยามพบปะกับเพื่อนฝูงรุ่น 10 มักจะได้ยินเสียงรำพึงจาก พล.อ.ทรงกิตติ ถึงการบริหารงานของรัฐบาล และการเล่นเกมของพรรคฝ่ายค้าน ที่นับวันดูแล้วเป็นการซ้ำเติมประเทศ
“ผมอยากให้ ผบ.เหล่าทัพ และกำลังพลที่เกี่ยวข้องช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ให้บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติ โดยเฉพาะเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง ทหารจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ต้องปล่อยให้การเมืองว่ากันไป ทหารต้องเป็นกลาง"
"ทหารจะต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ 10 จังหวัด ที่ถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุด ทุกเหล่าทัพจะต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ และจะต้องทำให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของทหาร"
เป็นคำพูดสุดท้ายในที่ประชุมก่อนที่ พล.อ.ทรงกิตติ จะออกมาเปิดใจกองทัพผ่านสื่อมวลชนสายทหาร
และนั่นเป็นที่มาของคำยืนยันหนักแน่นว่า กองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ขณะเดียวกัน กองทัพก็มุ่งหวังให้การเมืองเล่นกันแบบแฟร์ๆ
ไม่ใช่เอาแต่สร้างข่าว หรือชกใต้เข็มขัด
ขณะเดียวกัน ก็ส่งสัญญาณไปยังสดศรี ผู้ที่ออกมาตีฆ้องร้องป่าวจะมีการปฏิวัติด้วยว่า ไม่เป็นความจริง
แม้ว่ากองทัพจะออกมายืนยันหนักแน่นว่าต้องเล่นกันแบบแฟร์ๆ แต่เชื่อเถอะ เมื่อฝ่ายการเมืองลองได้เดินหน้าใช้ยุทธวิธีนี้แล้ว การสร้างข่าวเพื่อทำลายเครือข่ายศัตรูนั้นยังคงเดินหน้าต่อไป
ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งแรง และหลากหลายมากกว่านี้ !



