
1ล้านคนเสี่ยงดินถล่มกรมธรณีสำรวจอีก
เผย 1 ล้านคนเสี่ยงดินถล่ม กรมธรณีเตรียมสำรวจหมู่บ้านในพื้นที่เสี่ยงอีกรอบ นำร่องภาคใต้ หลังวิกฤติหนักพบคนท้ายน้ำอ่วมกว่าคนต้นน้ำ เพื่อปรับระบบเตือนภัย พร้อมประสาน กพร.สอบเหมืองแร่บนเขา ชี้ควบคุมสวนยางทำยาก เตือนฝนเดือนหน้าหวั่นภาคเหนือ ภาคตะวันตกเสี่ยง
วันที่ 5 เม.ย.ที่กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส . ) นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ รักษาการอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี พร้อมด้วย นายอดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้ตรวจราชการกรมทรัพยากรธรณี และนายเลิศสิน รักษาสกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักธร ณีวิทยาและสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง “ ธรณีพับัติภัยดินถล่มที่ต้องจับตา ”
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า จากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณี พบว่าข้อมูลปี 2553 ประ เทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มรวม 51 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีหมู่บ้านเสี่ยงภัย รวม 6,450 หมู่บ้าน 1,056 ตำบล 323 อำเภอ โดยภาคเหนือสูง สุด 3 , 905 หมู่บ้าน รองลงมาภาคใต้ 1 , 628 หมู่บ้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 366 หมู่บ้าน ภาคตะวันตก 312 หมู่บ้าน และภาคตะวันออก 179 หมู่บ้าน แต่จากเหตุการณ์ดินถล่มภาคใต้จากปริมาณฝนที่มีมากกว่า 1 , 000 มิลลิเมตรในระยะเวลาแค่ 3 วันพบว่าส่ผลเสียหายในวงกว้าง แม้ว่าพื้นที่ประสบภัยใน 14 ภาคใต้ส่วนใหญ่จะมีการสร้างอาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยกรมทรัพยากรธรณีแล้วก็ตาม แต่ยังมีจุดอ่อนว่าการเตือนภัยจะเน้นที่หมู่บ้านต้นน้ำ กลางน้ำ แต่ปรากฎว่าหมู่บ้านท้ายน้ำกลับเป็นจุดที่ต้องเผชิญปัญหาหนักที่สุด และขาดการตั้งรับ
“เหตุการณ์ดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้ในครั้งนี้ ยอมรับว่าส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งที่ภาคใต้มีจัดทำข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงภัยตอ่ดินถล่มไว้ทั้งหมดแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่ครอบคลุมพื้นที่ปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้อย่างมาก ดั้งนั้นใน 1-2 วันนี้ หลังจากที่ได้รับภาพถ่ายดาวเทียมธีออส จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอากาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) มาแล้ว ทางกรมทรัพยากรธรณี จะนำมาวิเคราะห์ความเสียหายจากภาพถ่าย เพื่อเตรียมลงพื้นที่สำรวจซ้ำทุกพื้นที่ เพื่อนำมาปรับฐานข้อมูลว่าในภาคใต้มีพื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มมากขึ้นอย่างไรบ้าง โดยจะเน้นในพื้นที่กรุงชิง จ . นครศรีธรรมราช เป็นลำดับแรก เพราะอาจต้องทำการแก้ปัญหาในเชิงวิศกรรมแบบง่าย เช่น การสร้างคูน้ำรอบพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เป็นร่องน้ำไหล ป้องกันดินถล่ม ทั้งนี้ กรมจะเข้าสำรวจพื้นที่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์” นายอดิชาติ ระบุ
อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือในช่วงเดือนพ.ค.นี้จะที่จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว โดย พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มจะเกิดเพิ่มที่ภาคเหนือ และภาคตะวันตก ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ก่อนจะเข้าสู่ฤดูฝนนี้ โดยปัจจุบันกรมฯมี เครือข่ายในการเตือนภัยกว่า 14,845 คนใน 1 , 000 หมู่บ้าน และการันตีว่าจากเหตุการณ์ดินถล่มในภาคใต้ช่วงปลายเดือนมี.ค.นี้ ยังไม่มีเครือข่ายของกรมทรัพยากรธรณีเสียชีวิตเลย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องขยายเครือข่ายเพิ่มเติมให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านอีกกว่า 5 , 000 หมู่บ้านที่เหลืออยู่ เนื่องจากมีประชากรที่เสียงภัยกว่า 1 ล้านคน
“นอกจากนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีทส . ยังได้สั่งการให้ประสานกับกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อขอให้พระสงฆ์ที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ จำนวน 6,038 แห่ง ใน 64 จังหวัดทั่วประเทศ มาร่วมเป็นเครือข่ายในการเตือนภัยดินถล่ม และแจกจ่ายเครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝนไปยังวัดป่าทุกแห่งด้วย” อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ระบุ
เมื่อถามว่าข้อมูลจากนักวิชาการระบุว่า การทำเหมืองแร่บนภูเขาที่ จ.นครศรีธรรมราช และการรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพารา มีส่วนทำให้เกิดดินถล่ม นายอดิชาติ กล่าวว่า จากการสำรวจในพื้นที่คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่จะมีการสอบถามข้อมูลไปยังกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานการเหมืองแร่ (ก . พ . ร . ) ในเร็วๆนี้ ส่วนมาตรการควบคุมการปลูกยางพารา คิดว่าคงไม่สามารถจำกัดพื้นที่การปลูกได้ หากพื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง แต่จะต้องควบคุมการเข้าไปปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมบนป่าต้นน้ำมากกว่า รวมทั้งจะทำอย่างไรให้คนอยู่ในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งต้องให้ความรู้ในเรื่องการสร้างทางระบายน้ำ และทำแก้มลิงจัดเก็บน้ำเพิ่มเติม
ด้านนายเลิศสิน กล่าวว่า จากการที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการเกิดแผ่นดินไหวที่มีความถี่ขึ้นในช่วงนี้ ส่งผลให้เกิดดินถล่มนั้น ยืนยันว่าแผ่นดินไหวมีส่วนเกี่ยวข้องกับดินถล่มน้อยมาก หรือแทบไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลย เพราะแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในชั้นดินที่ลึกมาก แต่ดินถล่มเกิดบนผิวดิน เหตุการณ์ดินถล่มสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพราะเกิดจากการกักเก็บน้ำทำให้ความเสถียรของชั้นดินน้อยลง



