
สุเทพสั่งค้นหา3คนหายโคลนกระบี่ถล่มจนพบ
"สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงลงพื้นที่รับฟังปัญหาพื้นที่ประสบอุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่จังหวัดกระบี่ กำชับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหาย ติดความคืบหน้าการสร้างที่อยู่อาศัยประชาชนที่ประสบภัย เผยยอดผู้เสียชีวิตในกระบี่ยังค
เมื่อเวลา 11.10 น.วันที่ 5 เมษายน 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ ลงที่โรงเรียนเขาพนมเบญจา เทศบาลเขาพนม จ.กระบี่ พร้อมรับฟังปัญหาในพื้นที่ในภาพรวม
โดยมีนายประสิทธิ์ โอสถานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รายงานความเสียหาย ในพื้นที่ ล่าสุดมียอดผู้เสียชีวิต รวม10 ราย สูญหายอีก 3 ราย มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง 8 อำเภอ 49ตำบล 2 เทศบาล รวม 343 หมู่บ้าน บ้านเรือน ประชนได้รบความเสียหาย จำนวน 168 หลัง เสียหาย บางส่วน 489 หลัง เสียหายเล็กน้อย 2,949
หลังประชาชนได้รับความเดือดร้อนรวม228,772 คน ซึ่งได้ดำเนินสร้างบ้านน็อคดาวน์ล๊อตแรก จำนวน 42 หลัง ที่บ้านควนผึ้ง ม. 7 ต.หน้าเขา คาดว่าจะแล้วเสร็จอย่างช้าภายในเดือนเมษายนนี้ ส่วนความเสียหายระบบสาธารณูปโภค พื้นที่การเกษตร สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ตลอดจนบ้านเรือนประชาชน รวมมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท
จากนั้น นายสุเทพ พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ประสบภัยดินถล่ม ที่บ้านต้นหาร ม.7 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ เพื่อสำรวจความเสียหายหลังประสบภัยดินโคลนถล่ม เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา ระห่างที่เดินสำรวจ ได้มีนายอาคเนย์ ทองเนียม อายุ33ปี ได้เข้ามาดักรอนายสุเทพฯเพื่อขอให้ช่วยค้นหาญาติที่สุญหายอีก2 คน คือ นายสิทธิพร พี่ชาย และนางปิยนาถ พี่สะใภ้ ขณะที่นายสุเทพ ยืนยันว่า จะไม่มีการยกเลิกภารกิจ จนกว่าจะพบ หรือจนกว่าทางญาติจะพอใจ พร้อมมอบเงินเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง10 ราย
นายสุเทพได้กล่าวกำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งสำรวจข้อมูลความเสียหาย ผู้ประสบภัย ทรัพย์สินประชาชนให้ทั่วทุกพื้นที่ ตลอดจนส่งข้อมูลความเสียหาย ให้รัดกุม ความช่วยเหลือในเบื้องต้นให้ครอบคลุม โดยเฉพาะในเรื่องของบ้านพักของผู้ประสบภัย ให้แต่ละหน่วยงานเร่ง สำรวจจำนวนความเสียหายให้ชัดเจน หากพื้นที่ใดยังขาดอยู่ ทางรัฐบาลจะได้สนับสนุน เนื่องจาก มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ อาจเกิดความซ้ำซ้อน แม้ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย แต่ให้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลา และให้ประชาชนเชื่อฟังคำเตือนของหน่วยงานของรัฐ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน



