
'เสนาะ'จะปั้นนายกฯคนที่3
ปัญหาของบ้านเมืองมันไม่รู้จักจบจักสิ้นเป็นวงจรอุบาทว์ก็เพราะการยอมรับว่า ขึ้นชื่อว่าการเมืองนั้น "ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร" นี่แหละ
ขนาด บรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ถูกซักฟอกด้วยข้อมูลที่เรียกว่า "จริงไม่ถึงครึ่ง" ในทุกวันนี้ ยังยอมรับว่า ต้องเก็บความรู้สึกในวันที่ถูกซักฟอกเอาไว้ให้ได้ และยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่
นั่นก็คือ การมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์
บรรหารในวันนี้ ก็อาจจะพอเปรียบได้กับ เสนาะ เทียนทอง ซึ่งเลือกจะลืมสิ่งที่ได้เห็นได้สัมผัสตัวตนของ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่าย แล้วนำมาถ่ายทอดให้สาธารณะได้รับรู้บนเวทีพันธมิตรท้องสนามหลวงเมื่อต้นปี 2549 ว่า การทำการเมืองของทักษิณ และเครือข่ายนั้นเป็นอย่างไร
"ชีวิตวันนี้ได้ตัดสินใจกับน้องที่รัก เรื่องเก่าไม่ต้องมาพูดกัน" เสนาะพูดบนเวทีงานวันเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา น้ำเสียงก็เหมือนคนใจนักเลงทั่วไป ทักษิณได้ฟังก็คงจะประทับใจ เช่นเดียวกับ บิ๊กจิ๋ว สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รวมทั้ง มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
แต่ประชาชนคนทั่วไปได้ยินได้ฟังแล้วสะทกสะท้อนใจ
อดคิดไม่ได้ถึงคำพูดที่ว่า "ไอ้หมอนี่มันเผาบ้านเอาประกันนี่หว่า"...อดคิดไม่ได้เลยจริงๆ
นั่นเพราะเรื่องราวของบรรหาร แม้ขณะนั้นจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ที่เจอนั้นมันเรื่องข้อมูลส่วนตัว แต่เรื่องราวของเสนาะ มันเรื่องของบ้านเมือง
ก็ไม่รู้ว่า ทักษิณ ไปคุยอะไรกับ เสนาะ ถึงได้ทำให้เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
หรือว่าเป็นคำพูดนี้ ที่ทำให้ผู้เฒ่าปลาบปลื้ม
"พี่เหนาะครับ ผมพร้อมแล้ว ส่วนหนึ่งผมกันสมบัติให้ลูกสามคน อีกส่วนหนึ่งสองคนตายายกินเท่าไรก็ไม่หมด แต่สำคัญที่สุด ผมจะใช้หนี้แผ่นดิน"
จำได้หรือเปล่าละ ?
"กล้ากระทั่งเผาบ้านเผาเมืองเอาเงินประกัน"
คำพูดเหล่านี้ ด้วยวัยขนาดนี้ เสนาะอาจจะลืมไปหมดแล้ว...อาจจะลืมกระทั่งที่ได้ยอมรับบนเวทีปราศรัยท้องสนามหลวงวันนั้นด้วยว่า "มีส่วนในการสร้างโจรขึ้นมา"
หรือว่าที่พูดในวันนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่จริง ?
มาวันนี้ เสนาะถึงได้ประกาศอีกครั้งว่า จะปั้นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาให้ได้
ทั้งที่อดีตนายกรัฐมนตรีที่เขาสนับสนุนในก่อนหน้านี้ ทำอะไรไว้กับประเทศชาติบ้าง เสนาะก็รู้อยู่เต็มอก
ทั้งบิ๊กจิ๋ว ทั้งทักษิณ
ทั้งที่ความจริงคนที่สนับสนุนควรที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านกับเมืองด้วย
แต่ก็เลือกที่จะผลักไสความรับผิดชอบนั้นให้แก่อดีตนายกฯ
ในวันที่เสนาะร่ายยาวกลางเวทีสนามหลวงของเสนาะ ทำให้ชาวบ้านชาวช่องหลงเชื่อไปว่า นั่นคือส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาด ด้วยการเอา "ความจริง" มาเปิดเผยต่อสาธารณะ
ความจริงวันนี้ คงทำให้หูตาสว่างได้บ้างว่า นั่นคงจะเป็นสูตรสำเร็จของนักปั้น นักสนับสนุนทั้งหลายเมื่อเกิดเรื่องเกิดราวก็ได้แต่คร่ำครวญว่า หลงผิด
แต่ก็ไม่รู้ว่า อาการที่ออกมาในวันนั้น เพราะผิดหวัง น้อยใจของนักปั้น หลังจากที่ดินกลายเป็นดาวแล้ว นักปั้นก็กลายเป็นลูกตุ้มถ่วงขา
ได้เรือแล้วก็เลยถีบแพทิ้ง
อาการฟูมฟายหลังจากนั้นมันจึงเกิด
เรื่องราวที่เอามาสาวไส้กลางเวทีปราศรัยในวันนั้น จึงไม่รู้ว่าเป็นเพราะรักบ้านรักเมือง หรือเพราะความโกรธเคืองน้อยใจกันแน่
แต่ที่แน่ๆ ในวันนี้ พูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่า "เรื่องเก่าไม่ต้องมาพูดกัน"
ทั้งที่เรื่องเก่านั้น เคยเปรียบเปรยไว้ว่า "เผาบ้านเผาเมืองเอาประกัน" มาแล้ว
วันนี้ยังพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า จะปั้น มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนกับเมื่อ 1 เมษายน 2543
เป็น มิ่งขวัญ ที่ใครก็รู้ว่า ทักษิณ "เลือก" ให้มาทำหน้าที่นี้ โดยเริ่มจากการเป็นหัวหน้าทีมซักฟอกรัฐบาล และเป็นนายกฯ แนบท้ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ถามว่า คนเราจะยอมรับให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กี่ครั้ง โดยเฉพาะความผิดพลาดที่ส่งผลกระทบต่อบ้านเมือง ?
คำถามนี้ เสนาะคงไม่ตอบ เพราะคำตอบของเสนาะน่าจะเป็นเรื่องอื่นที่ตั้งเป้าเอาไว้แล้ว และน่าจะได้รับคำมั่นสัญญาจากทักษิณ ซึ่งวันนี้กลับมาเป็น "น้องรัก" อีกครั้ง
แต่จะเอาอะไรกับเรื่องนี้ล่ะ กระทั่งวันที่ประกาศจุดยืน ก็ยังเลือกจัดที่ "บ้านอัลไพน์" ซึ่งก็ตั้งอยู่บนที่ดินที่ก่อนหน้านี้ ยายเนื่อมได้ถวายให้เป็นที่ดินวัด แล้วก็เจอกับกระบวนการพิสดารจนในที่สุดกลายเป็นสนามกอล์ฟและบ้านจัดสรรอย่างที่เห็นทุกวันนี้
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



