
"สายลับ"ลวงซื้อทีละคันรวบยกแก๊ง..."ลักมอเตอร์ไซค์"
การโจรกรรมรถจักรยานยนต์ใน จ.นครราชสีมา กลายเป็นปัญหาหนามยอกอกสร้างความหนักใจให้แก่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นอย่างมาก จนตำรวจในพื้นที่ถึงกับเอ่ยปาก "หายจนน่ากลัว" พร้อมทั้งยังตั้งฉายาให้แก๊งลักขโมยพวกนี้ว่า "นายแน่มาก" แต่สุดท้ายก็ต้องแพ้ "สายลับ" ถูกตำรวจจ
หลายปีที่ผ่านมา รถจักรยานยนต์ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จะถูกขโมยวันละไม่ต่ำกว่า 2 คัน แถมเน้นเฉพาะรถจักรยานยนต์ประเภทออโตเมติก ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น พื้นที่เป้าหมายที่อยู่ตามหอพัก หรือจอดทิ้งไว้ในที่เปลี่ยว มักก่อเหตุในห้วงเวลาสี่ทุ่มถึงตีห้า ซึ่งสร้างปัญหาหนักอกให้แก่ตำรวจในพื้นที่เป็นอย่างมาก
จนเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "สายลับ" ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.3 แจ้งว่าแก๊งวัยรุ่นติดต่อขายรถจักรยานยนต์ประเภทออโตเมติกคันหนึ่งสภาพดี ในราคาเพียงแค่ 6,000 บาทเท่านั้น
ทีมสืบสวนรีบรายงานข้อมูลให้แก่ พ.ต.อ.ภาณุ บุรณศิริ รอง ผบก.สส.ภ.3 ทราบรายละเอียดทั้งหมด ก่อนมีคำสั่งการให้ทีมสืบสวนดำเนินการตัดสินใจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานพร้อมกับให้ "สายลับ" ติดต่อขอซื้อรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างความสนิทสนมกับแก๊งวัยรุ่น เพื่อนำข้อมูลพฤติกรรมมาสืบสวนขยายผลจับกุม
ทันทีที่ "สายลับ" ติดต่อซื้อรถจักรยานยนต์คันแรกได้แล้ว จึงนำข้อมูลหมายเลขเครื่งยนต์ หมายเลขตัวโครงรถจักรยานยนต์มาตรวจสอบ พบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ที่เพิ่งถูกโจรกรรมในพื้นที่ ซึ่งมีการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานก่อนหน้านี้แล้ว "สายลับ" ยังให้ข้อมูลกับทีมสืบสวนว่า นายจักกริช หรือ ซ่า วิสาสูง อายุ 21 ปี เป็นหัวหน้าแก๊ง ทำหน้าที่แจกจ่ายข้อมูลรถจักรยานยนต์ ตามใบสั่งที่ลูกค้าต้องการให้แก่เพื่อนร่วมแก๊ง ออกตระเวนโจรกรรมตามหอพัก ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชนในช่วงเวลากลางคืน
ส่วนวิธีการโจรกรรม หากรถจักรยานยนต์มีการล็อกคอรถ จะใช้วิธียกขึ้นรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราดา สีเขียว ทะเบียน บม 3206 นครราชสีมา หากรถจักรยานยนต์คันใดไม่ล็อกคอรถ แกล้งทำทีว่ารถจักรยานยนต์เสียสตาร์ทไม่ติด จังหวะนั้นก็รีบต่อสายตรง หรือใช้วิธีให้เพื่อนร่วมแก๊งขี่รถจักรยานยนต์อีกคัน แล้วใช้เท้าถีบดัน หรือบางครั้งใช้กุญแจผี สตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อขี่หนี แล้วทยอยนำรถจักรยานยนต์ส่งให้แก่ลูกค้า สนนราคาคันละประมาณ 8,000-12,000 บาท
ชุดสืบสวนรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมและประวัติของนายจักกริช และทะเบียนรถยนต์ที่ใช้บรรทุกรถจักรยานยนต์ ถูกนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด ชุดสืบสวนจึงตัดสินใจให้ "สายลับ" ติดต่อทยอยล่อซื้อรถมาทีละคัน โดยนัดส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรมตามสถานที่นัดหมาย โดยมีชุดสืบสวนที่รอซุ่มโป่งอยู่แล้ว พลันที่ได้รับสัญญาณจาก "สายลับ" จึงลงมือจู่โจมชาร์จจับได้ทันทีได้ทีละคนได้แก่
นายจักกริช หัวหน้าแก๊ง นายบุญเทพ หรือเอ็ม สุพร อายุ 20 ปี นายมณฑล หรือแม็กซ์ เทพพุทรา อายุ 22 ปี นายดุรงค์ฤทธิ์ หรือโบ๊ท ปัดเกษม อายุ 22 ปี นายชาคริต หรือแบงก์ สาเกตุ อายุ 21 ปี และนายวัชรินทร์ หรือเบียร์ ฟุ้งสุข อายุ 20 ปี พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ 6 คัน และรถปิกอัพยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราดา สีเขียว ทะเบียน บม 3206 นครราชสีมา
นายจักกริช รับสารภาพว่า เป็นผู้แจกจ่ายข้อมูลรถจักรยานยนต์ตามใบสั่งที่ลูกค้าต้องการกับเพื่อนร่วมแก๊ง แล้วช่วยกันตระเวนโจรกรรมตามหอพัก ลานจอดรถห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชนในช่วงเวลากลางคืน จากนั้นนำไปขายแล้วนำเงินมาเที่ยวเตร่ เคยก่อเหตุตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ก่อเหตุมาแล้วหลายสิบครั้ง
พ.ต.อ.ภาณุ กล่าวว่า แก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์แก๊งนี้ก่อเหตุในพื้นที่มานาน แนวทางการสืบสวนขยายผลทราบว่ายังมีแก๊งอีกหลายแก๊ง กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนกวาดล้าง เพราะเท่าที่ผ่านมาแก๊งคนร้ายเหล่านี้สร้างความหนักใจให้แก่ตำรวจเป็นอย่างมาก
"แก๊งที่ถูกจับกุมครั้งนี้ก่อเหตุมานาน บางครั้งก็นำรถจักรยานยนต์ที่โจรกรรมได้ไปชำแหละ บางครั้งขายเป็นคัน การสืบสวนครั้งนี้สำเร็จได้ เพราะผู้ถูกกล่าวหาในแก๊งนี้มาติดต่อขายรถที่ขโมยมาให้แก่สายของตำรวจพอดี สำหรับการจับกุมแก๊งนี้ยังสืบสวนขยายผลไม่ได้ เพราะพฤติกรรมแก๊งนี้ เมื่อได้เงินแล้วนำไปเที่ยวเตร่ และยังมีส่วนพัวพันกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลทำลายเครือข่าย" พ.ต.อ.ภาณุ ระบุ



