
กองทัพปรับลดกำลังพลยังคุมเข้มกลางคืน
โฆษกกองทัพบกเผยกองทัพปรับลดกำลังพล เน้นเข้มข้นช่วงกลางคืน ตั้งจุดตรวจป้องกันควันหลง ยันทหารไม่ได้ฆ่าประชาชนตามที่ ทักษิณ" ให้ข่าวสื่อต่างประเทศ ขี้เหตุต้องปิด ดีทีวี โยนอำนาจรัฐบาลสั่งยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน กต.เร่งแจงต่างชาติเข้าใจแนวทางการปฏิบัติของรั
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 15 เม.ย. ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกพล.ท. คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เดินทางมาตรวจเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งมียอดผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 34 คน โดยมีผู้ที่ยังนอนพักรักษาตัวอยู่จำนวน 12 คน แบ่งเป็น ทหาร 8 คน ประชาชน 4 คน
พล.ท.คณิต กล่าวถึงสิทธิของผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมว่า ไม่ว่าทหารหรือผู้ชุมนุมหากได้รับบาดเจ็บก็ได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ซึ่งจากการดูอาการบาดเจ็บทุกคนมีอาการดีขึ้นมาก ทั้งนี้ ทหารที่ออกมาปฏิบัติภารกิจขณะนี้ยังไม่กลับเข้ากรม กอง แต่ยังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามบริเวณแยกสำคัญต่างๆ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ปลอดภัยมากที่สุด ส่วนทหารจะกลับเข้ากรม กอง เมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ส่วนการยกเลิกประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขึ้นอยู่กับรัฐบาลพิจารณา เพราะทหารเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ส่วนการฟื้นฟูสิ่งที่เสียหายเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับกำลังทหารภายหลังกลุ่มเสื้อแดงได้สลายการชุมนุมว่า ภายหลังมีการสลายการชุมนุม ทางทหารได้มีการปรับกำลังทหารและพื้นที่ใหม่เพื่อให้มีความเหมาะสมในเรื่องการดุแลความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะเขตกรุงเทพ และปริมณฑล โดยการแบ่งเขตรับผิดชอบตามเขตการปกครองของกรุงเทพฯ ทั้งหมด 50 เขต และให้หน่วยทหารลงไป ซึ่งหน่วยทหารแต่ละหน่วยจะรับผิดชอบ 1 หน่วยต่อ 1 เขต ซึ่งจะใช้กำลังทหารไม่ถึง 1 กองพัน แต่คงไม่ต่ำกว่า 2 กองร้อย ทั้งนั้ขึ้นอยู่กับว่า เขตไหนเป็นเขตใหญ่หรือเล็ก ซึ่งกำลังทหารยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ลดจุดในแต่ละเขตลงเพื่อให้ทหารไปฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อให้ได้ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มข้นในช่วงกลางคืน
“ส่วนวิธีการปฏิบัติจะมีการประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ร่วมกับกทม.เพื่อวางแผนว่า ในแต่ละเขตมีจุดใดบ้างที่เป็นจุดเพ่งเล็ง หรือส่วนไหนที่ควรจะต้องตั้งจุดตรวจ หรือจุดไหนควรจะเป็นจักรยานยนต์สายตรวจ หรือจุดใดควรจัดตั้งกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว สำหรับการแก้ไขปัญหาในจุดต่างๆ ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ทุกเขต ทั้งนี้ความเข้มข้นจะมีมากขึ้นโดยเฉพาะกลางคืนเพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ส่วนช่วงกลางวันจะปรับกำลังให้น้อยลง ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาได้ให้แนวทางการตั้งด่านตรวจเพื่อป้องกันควันหลง และเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย ” โฆษกกองทัพบก กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนการยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น เรื่องนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(กอฉ.)ถูกตั้งมาตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า จะยกเลิกเมื่อไร ทั้งนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล ส่วนการชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมที่ยังกระจายตัวชุมนุมตามจุดต่างๆ แต่เมื่อถึงช่วงค่ำกลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดอื่นจะสลายหมด เหลือเพียงผู้ชุมนุมที่ยังมีการรวมตัวอยู่ที่บริเวณสนามหลวงที่มีประมาณ 400 คน ซึ่งไม่มีการตั้งเวที แต่เป็นการรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยและวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น
จุดนี้เป็นความพยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงว่า ทหารยิงประชาชนเสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติภารกิจสลายการชุมนุมเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ซึ่งทางกอฉ.พยายามทำความเข้าใจกับประชาชนมาตลอดว่า เราพยายามทำตามกฎหมายเป็นหลัก ไม่มีการใช้อาวุธกับผู้ชุมนุมโดยตรง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราพยายามยืนยันกับประชาชน จึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมายืนยัน พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า คนที่เขากล่าวอ้างในเอกสาร ใบปลิวแจก หรือเผยแพร่ทางเว็ปไซต์ รวมถึงมีการฟอร์เวิร์ดเมลล์ไปยังบุคคลต่างๆว่า บุคคลนี้เสียชีวิตแล้ว โดยถูกทหารยิงตาย
“ความจริงปัจจุบันเขายังมีชีวิตอยู่ คือ นายไสว ทองอ้ม อายุ 41 ปี ที่ปัจจุบันกำลังพักรักาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งได้มีการนำแพทย์เชี่ยวชาญเจ้าของไข้มาดูว่า บาดแผลของเขาเป็นลักษณะอย่างไร ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า ไม่ใช่จากกระสุนของปืนเอ็ม 16 ที่ทหารใช้แน่นอน เพราะบาดแผลรูเข้าออกเล็ก หากเป็นกระสุนเอ็ม 16 ที่ทหารใช้ จะทำให้แขนขาด และบาดแผลจะใหญ่กว่านี้
อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจกับคนต่างชาติทั้งที่อยู่ในเมืองไทยและต่างประเทศ ซึ่งทางพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผอ.กอฉ.ได้สั่งให้ทำความเข้าใจกับคนต่างชาติในทั้งในและนอกประเทศไทย เพื่อจะได้ยุติความเคลื่อนไหวที่มีการไปพยายามปลุกระดมให้คนมาชุมนุมว่า ทหารฆ่าคนตาย ซึ่งไม่เป็นความจริง ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือกลุ่มผู้ชุมนุมทุกคนไม่ได้โดนยิงด้วยกระสุนเอ็ม 16 แต่เป็นกระสุนปืนลูกซอง 9 มม. หรือ .38 บ้าง ซึ่งกระสุนเหล่านี้ไม่มีใช้ในอัตราของหน่วยกำลังรบของกองทัพบก และไม่ได้นำมาใช้ในภารกิครั้งนี้ ซึ่งสิ่งที่ยืนยันได้ดีคือ ทหารเราก็โดนยิง และยืนยันว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้อาวุธมายังทหาร
แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้คิดว่า เป็นการพ่ายแพ้ของใครหรือซ้ำเติมใคร ทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับกอแ.ตลอดว่า ในการชุมนุมใครจะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือใครจะต่อว่าใคร ท่านไม่ได้สนใจเป็นประเด็นหลัก เพราะทุกคนมีสิทธิ์ตามกำหมายแต่ที่ท่านสนใจคือ คนที่ไปทำสิ่งผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิ์ผุ้อื่น รวมถึงทำความเสียต่อข้าวของของบ้านเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีที่พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำภาพผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บจากการถูกเจ้าหน้าที่ทหารสลายการชุมนุม ไปเผยแพร่ทางเว็บไชต์ในต่างประเทศและมีการระบุว่า คนในภาพคือ นายไสว และได้เสียชีวิตแล้ว พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นภาพเดียวกัน โดยพ.ต.ท. ทักษิณ อ้างว่า เสียชีวิตโดยทหารเป็นผุ้ยิง ซึ่งความจริงเขาไม่ได้เสียชีวิต ทั้งนี้ทางกระทรวงต่างประเทศได้ชี้แจงให้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศ และคนต่างชาติได้รับรู้ว่า คำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศนั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริง
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการกอฉ.ในวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นเพียงการสรุปสถานการณ์ทางด้านยุทธการการวางกำลัง และการปรับกำลังเป็นอย่างไร และมีการพูดถึงกำลังพลที่ออกไปปฏิบัติการว่า เรียบร้อยดีหรือไม่ หรือมีอะไรที่ขัดข้อง และการจัดตั้งจุดตรวจเมื่อคืนที่ผ่านมามีปัญหาหรือไม่ ซึ่งสรุปว่า เหตุการณ์ทุกพื้นที่มีความสงบ ทั้งนี้ผบ.สส.ได้เน้นย้ำว่า แม้เราจะควบคุมการชุมนุมที่เกินขอบเขตตามประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ขอให้เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่องว่า สิ่งที่เราทำไปนั้นคืออะไร และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงไม่มีใครได้รับการสูญเสียจากภารกิจของทหาร
“ส่วนแกนนำที่ถูกควบคุมตัวนั้น ทาง กอฉ.ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมตัว แต่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจรับผิดชอบที่จะดำเนินการจับกุมคนที่มีหมายจับ ส่วนการโฟนอินหรือวิดีโอลิงค์ของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหน้าที่ของกอฉ.โดยตรงที่ต้องมีการตัดสัญญาณตามประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเราพิจารณาแล้วว่า การโฟนอินหรือการเผยแพร่ข่าวทางดีสเตชั่นเป็นข้อมูลที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงและปลุกกระแสให้คนทำผิดกฎหมาย และยุงยงให้ทำสิ่งที่รุนแรงเป็นภัยต่อความมั่นคง กอฉ.จึงออกประกาศให้ปิดการดำเนินการของส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ไทยคม 2 ที่ลาดหลุมแก้ว ” โฆษกกองทัพบก กล่าว
กต.เร่งแจงต่างชาติเข้าใจแนวทางปฏิบัติของรัฐบาล
นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า กระทรวงการต่างประเทศมีการถ่ายทอดประกาศ รวมถึงท่าทีของรัฐบาล ทหาร ตำรวจ เป็นภาษาอังกฤษ ส่งไปยังสถานทูตไทยในต่างประเทศ ตลอดจนสำนักข่าวต่างประเทศในประเทศไทยทุกแห่งด้วย เพื่อให้เข้าใจถึงท่าทีและแนวทางปฏิบัติของรัฐบาล ซึ่งทางด้านต่างประเทศก็ตอบรับในเรื่องนี้ สหรัฐ ก็ให้ความเข้าใจ รวมถึงท่าทีของสหภาพยุโรป (อียู) ก็ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน



