
เสียงครวญจากเกษตรกรภาคใต้วอนรัฐชุบชีวิตหลังวิกฤติน้ำท่วม
จากภาวะฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้นอกฤดูกาลในขณะนี้ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างหนักในพื้นที่หลายจังหวัด ตั้งแต่ชุมพร กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา ถือเป็นพื้นที่ที่สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะภาค
จากข้อมูลเบื้องต้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า การเกิดน้ำท่วมในครั้งนี้มีพื้นที่เกษตรได้รับความเสียหาย 732,655 ไร่ เป็นข้าว 248,899 ไร่ พืชไร่ 38,245 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 445,511 ไร่ สำหรับยางพาราคาดว่าจะเสียหายจากดินโคลนถล่มราว 5 หมื่นไร่ มีเกษตรกรเดือดร้อน 111,827 ราย ส่วนด้านประมงมีชาวประมงเดือดร้อน 6,082 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ประสบภัย 7,409 บ่อ ในพื้นที่ 10,018 ไร่ ส่วนเลี้ยงปลาเสียหาย 1,130 กระชัง ขณะที่ด้านปศุสัตว์ สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 1,915,077 ตัว แบ่งเป็นโค-กระบือ 99,126 ตัว สุกร 112,429 ตัว แพะ 10,977 ตัว สัตว์ปีก 1,692,545 ตัว แปลงหญ้า 4,207 ไร่ เกษตรกรเดือดร้อน 48,759 ราย
แสดงให้เห็นว่า ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้แสนสาหัสนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูชีวิตของเกษตรกรเหล่านี้ แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า หน่วยงานภาครัฐมักจะช่วยเหลือตามนโยบายที่เป็นภาพรวม ขณะที่เกษตรกรมีความต้องการให้ช่วยเหลืออย่างอื่น ทำดูเหมือนว่ารัฐเกาไม่ถูกที่คันนั่นเอง
นายชม ชูศรี อายุ 59 ปี ชาวนาพื้นที่หมู่ 2 ต.พญาขัน อ.เมือง จ.พัทลุง ยอมรับว่า น้ำท่วมครานี้สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะน้ำท่วมขังในนาข้าว และแปลงผักของเกษตรกรเสียหายทั้งหมด ต้นข้าวและแปลงผักที่จมอยู่ใต้น้ำเน่าเปื่อยเสียหายทั้งหมด หลังจากน้ำลดคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพดินอีกระยะหนึ่ง
“สิ่งที่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือคือการเยียวยาให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะผลผลิตได้รับความเสียหาย นอกจากจะกระทบต่อรายได้ในครัวเรือนแล้ว ยังต้องหาเงินทุนก้อนใหม่ในการซื้อเมล็ดพันธุ์ที่จะเพาะปลูกใหม่ ดังนั้นรัฐต้องพิจารณาความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชด้วย เพื่อบรรเทาทุกข์ของเกษตรกรจากวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้” นายชม กล่าว
เช่นเดียวกับนายสม แก้วทิพย์ ชาวสวนปาล์ม ในพื้นที่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี บอกว่า แม้ต้นปาล์มจะเป็นพืชที่ไม่ล้มตายไปได้ง่ายๆ และเป็นพืชที่ต้องการน้ำสูงมาก แต่น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ปาล์มขนาดเล็กที่เพิ่งลงทุนปลูกได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากการจมอยู่ใต้ระดับน้ำที่สูงเป็นเมตรนานหลายวัน จะทำให้ต้นปาล์มขนาดเล็กเน่าและตายในที่สุด
“ถ้าเป็นต้นปาล์มใหญ่จะยังทนน้ำได้อยู่ แต่ถ้าเป็นต้นปาล์มเล็กที่จมจนมองไม่เห็น บอกได้คำเดียวว่าเสียหายหนัก ซึ่งต้องรอจนกว่าน้ำลดและแห้งจึงจะประเมินความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ และเมื่อน้ำลดแล้ว อยากให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนและฟื้นฟูในส่วนที่เสียหายแท้จริงเท่านั้น เพราะปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้กินวงกว้างในพื้นที่ภาคใต้เกือบทั้งหมด เกษตรกรเดือดร้อนเหมือนกันหมด ดังนั้นก่อนให้ความช่วยเหลือจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อมูลชัดเจน ไม่ควรให้ความช่วยเหลือในลักษณะหว่านงบประมาณ เพราะจะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยตัวจริงได้อย่างแท้จริง” นายสม กล่าว
ขณะที่นายนิยม บุญสนิท ชาวอำเภอกระแสสินธุ์ วัย 60 ปี ที่ปลูกพริกและเตรียมรอเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า บอกด้วยอารมณ์สุดระทมว่า ไม่มีใครคาดคิดว่าน้ำจะท่วมหน้าแล้ง และต้นพริกนับร้อย นับพันต้น ต้องถูกน้ำท่วมขังจนรากเน่าและล้มตาย ไม่ใช่สูญเสียรายได้อย่างเดียว แต่เงินก็หมดไปด้วย
"ถ้ารัฐบาลจะช่วยเหลือ ขอให้เป็นเมล็ดพันธุ์ให้แก่ชาวบ้าน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายหลังที่น้ำลดแล้ว และชดเชยให้ชาวบ้านตามความเป็นจริง เพื่อให้ทุกคนได้ผ่านพ้นทุกข์จากน้ำท่วมครั้งนี้ เพราะเงินหมดกับการลงทุนคราวที่แล้วไปแล้ว" นายนิยม กล่าว
ด้านนายเดโช ลองพฤกษ์ ชาวประมงชายฝั่งสงขลา บอกว่า นับตั้งแต่เกิดภาวะฝนตกหนัก คลื่นลมในทะเลมีกำลังแรงสูงกว่า 3 เมตร ส่งผลให้ไม่สามารถออกทะเลหาสัตว์น้ำได้เพราะเสี่ยงต่ออันตราย ทำให้ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ขณะที่บ้านเรือนของคนริมฝั่งก็ชำรุดเสียหาย จึงอยากฝากไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทุกส่วนว่า ขอให้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือให้ทั่วถึงอย่างเร่งด่วน เพราะตอนนี้สาหัสจริงๆ
นี่คือเพียงส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจากเกษตรกรที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ หวังอย่างยิ่งว่า หน่วยงานภาครัฐคงจะช่วยเหลือเกษตรกรตามที่จำเป็นไม่ใช่หว่านแหเหมือนกันหมด เพราะเดือดร้อนนั้นมีความแตกต่างกัน
สุพิชฌาย์ รัตนะ



