
น้ำท่วมใต้เสียหายหมื่นล้าน"นากุ้ง"ยับเยินห่วงผลผลิตไม่พอ
สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้นับว่ามีความเสียหายรุนแรงกว่าเมื่อปลายปี 2553 และขยายพื้นที่วงกว้างไปกว่า 8 จังหวัดแล้ว จากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นของศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย (ศชอ.) มองว่า มูลค่าความเสียหายน่าจะอยู่ในระดับ 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในปี 2554 นั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า อยู่ในวงจำกัด แม้ 8 จังหวัดในภาคใต้ที่ประสบภาวะน้ำท่วมจะมีขนาดเศรษฐกิจรวมคิดเป็นประมาณ 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งปีของไทย แต่คาดว่าภาวะดังกล่าวจะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น และไม่ได้สร้างความเสียหายทุกภาคเศรษฐกิจ จึงทำให้ผลกระทบต่อจีดีพีทั้งปีไม่น่าจะสูงนัก
ภาคเกษตร-ท่องเที่ยวหนักสุด
ภาคการเกษตรจะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยจากการประเมินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น้ำท่วมกระทบพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 7 แสนไร่ ขณะที่การท่องเที่ยวจะเป็นอีกหนึ่งภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเที่ยว 8 จังหวัดที่น้ำท่วม คิดเป็นประมาณ 8% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และภาวะน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) จึงประมาณการว่า ในกรณีเลวร้ายจะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจีดีพีลดลง 0.1%
"น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้คงกระทบภาพรวมเศรษฐกิจบ้าง แต่ไม่มาก เพราะคงกินเวลาแค่ช่วงสั้น ทำให้ไม่ต้องปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ของไทยใหม่ ตัวเลขปีนี้น่าจะยังโตได้ในระดับ 4-5% ซึ่งธุรกิจที่กระทบก็เป็นการท่องเที่ยว และภาคการเกษตร" พรเทพ ชูพันธ์ ผู้จัดการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ระบุ
ด้าน “ภคอร ทิพยธนเดชา” ผู้จัดการฝ่าย ฝ่ายวิจัยศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ภาคการเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นในส่วนของฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเท่าที่ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากทั้ง 8 จังหวัดที่เกิดเหตุอุทกภัย คาดว่ามีมูลค่ารวมกันราว 1 หมื่นล้านบาท ส่วนภาคเกษตรที่เกี่ยวข้องกับยางพารา และปาล์มน้ำมันนั้น ผลกระทบในขณะนี้ยังค่อนข้างน้อย ยกเว้นแต่ปัญหาน้ำท่วมจะกินเวลาที่ยาวนาน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินความเสียหายและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กบง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 เมษายนนี้ เพื่อทบทวนประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ โดย "เมธี สุภาพงษ์" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. มองว่า ความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเบื้องต้น คงกระทบในภาคของการท่องเที่ยว เนื่องจากช่วงนี้ใกล้ฤดูท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มธุรกิจประมงและการขนส่งคงได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย
ส่วนภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน เชื่อว่าถ้าสถานการณ์คลี่คลายลงได้เร็ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงไม่มากนัก เพราะฤดูกรีดยางเพิ่งจะผ่านพ้นไป ประกอบกับหลายฝ่ายมองกันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะคลี่คลายลงได้ในสัปดาห์หน้า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นผลกระทบก็คงไม่มากนัก
กินพื้นที่การเกษตรกว่า7แสนไร่
ความเสียหายของพื้นที่เกษตรกรรมนั้น “ธีระ วงศ์สมุทร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลวันที่ 29 มีนาคม 2554 พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเบื้องต้น 732,655 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าว 248,899 ไร่ พืชไร่ 38,245 ไร่ พืชสวน และอื่นๆ อีก 445,511 ไร่ ในส่วนการประมง เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 6,082 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ประสบภัย 7,409 บ่อ คิดเป็นพื้นที่ 10,018 ไร่ และ 1,130 กระชัง คิดเป็นพื้นที่ 20,976 ตารางเมตร และด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 48,759 ราย สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 1,915,077 ตัว แบ่งเป็น โค-กระบือ 99,126 ตัว สุกร 112,429 ตัว แพะ 10,977 ตัว สัตว์ปีก 1,692,545 ตัว แปลงหญ้า 4,207 ไร่
"อภิชาต จงสกุล" เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ขณะนี้ สศก.อยู่ระหว่างการสำรวจผลกระทบต่อสวนปาล์มน้ำมัน โดยต้องรอน้ำลดระดับก่อนจึงจะเข้าไปสำรวจในพื้นที่ได้ แต่ในภาพรวมแล้วปาล์มสามารถอยู่ได้ในกรณีที่น้ำท่วมขังอย่างน้อย 7 วัน และหลังจากนั้นหากรอดตายต้นปาล์มจะให้ผลผลิตที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดูผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เข้าสู่ตลาด และระดับราคาที่ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 4.50 บาท สันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่า แม้จะมีน้ำท่วมในพื้นที่สวนปาล์ม แต่เป็นในบางพื้นที่เท่านั้นโดยเฉพาะใน จ.กระบี่ ทำให้ในระยะนี้ยังมีผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสศก.จะเฝ้าระวังราคาปาล์มน้ำมันดังกล่าวจนถึงวันที่ 10 เมษายนนี้ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)พิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ พื้นที่ปลูกปาล์มในภาคใต้มีทั้งสิ้น 1,375,530 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 1,225,089 ไร่ ใน 11 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร 299,217 ไร่ ระนอง 8,132ไร่ สุราษฎร์ธานี 403,070 ไร่ พังงา 21,006 ไร่ กระบี่ 500,418 ไร่ ตรัง 47,482 ไร่ นครศรีธรรมราช 13,745 ไร่ สงขลา 10,072 ไร่ สตูล 71,116 ไร่ ยะลา 78 ไร่ และนราธิวาส 1,194 ไร่
"นากุ้ง"ยับเยินคาดไม่พอส่งออก
ขณะที่สำนักงานส่งเสริมการส่งออกในภูมิภาค (สอภ.) ประจำ จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับรายงานความเสียหายในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง ภูเก็ต พังงา และสุราษฎร์ธานี พบว่า พื้นที่เพาะปลูก เลี้ยงกุ้ง โรงงานผลิต สถานประกอบการได้รับความเสียหายรุนแรง การจราจรถูกตัดขาด ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าไปยังโรงงานผลิต-ผู้ซื้อ และผู้บริโภคได้
สินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น กุ้ง อาหารแช่เย็นแช่แข็ง ยางพาราและผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ธุรกิจบริการสปา โรงแรม ท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง เป็นต้น โดยเฉพาะกุ้งได้รับความเสียหายทั้งหมด ในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงที่กุ้งออกสู่ตลาดมากที่สุดของปี คาดว่าจะขาดแคลนกุ้งสำหรับโรงงานเพื่อผลิตส่งออกและบริโภคในประเทศ
ส่วนยางพาราและผลิตภัณฑ์ได้รับความเสียหายจากดินถล่ม อีกทั้งไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ และอาจทำให้คุณภาพลดลงจากการเกิดเชื้อรา ขณะที่ปาล์มน้ำมัน ที่กำลังเริ่มออกผลผลิต คาดว่าจะเสียหายรุนแรงที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกเกือบทั้งหมด แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย ส่วนผลไม้ ทั้งลองกอง และเงาะ จะเสียหายจนไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาด และราคาสูงเป็นเท่าตัว
ด้านภาคอุตสาหกรรมนั้น ภาคใต้ถือว่ามีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อยู่ไม่น้อย คือจำนวน 413,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอาหารทะเลแปรรูป โรงงานแปรรูปยางพารา ตามมาด้วยธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร โดยจังหวัดที่เสียหายหนักจากน้ำท่วม ได้แก่ สุราษฎร์ธานี จำนวน 56,300 ราย, นครศรีธรรมราช 49,300 ราย และตรัง 33,500 ราย
คมนาคมของบซ่อมถนนพันล้าน
ความเสียหายด้านการคมนาคมนั้น มีถนนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมภาคใต้ วันที่ 23-1 เมษายน ที่ผ่านมา มีจำนวน 195 สายทาง ไม่สามารถสัญจรได้ 85 สายทาง สัญจรผ่านได้ จำนวน 110 สายทาง โดยถนนของกรมทางหลวงเสียหาย 47 สายทาง ไม่สามารถสัญจรได้ 22 สายทาง สัญจรผ่านได้ 25 สายทาง ถนนของกรมทางหลวงชนบท เสียหาย 148 สายทาง ไม่สามารถสัญจรได้ 63 สายทาง สัญจรผ่านได้ 85 สายทาง ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 1,100 ล้านบาท
"สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้หน่วยงานในสังกัดสำรวจความเสียหายจากน้ำท่วมภาคใต้ เพื่อรายงาน ครม.ในวันที่ 4 เมษายนนี้ โดยเบื้องต้นจะรายงานความเสียหายก่อน เนื่องจากน้ำยังไม่ลด โดยโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายมีทั้งถนนของกรมทางหลวง ถนนของกรมทางหลวงชนบท ทางรถไฟ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ท่าอากาศยาน ของกรมการบินพลเรือน สถานีขนส่งของกรมการขนส่งทางบก และตลิ่งทรุด ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า
นอกจากนี้ยังสั่งให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ทบทวนแผนการใช้งบประมาณปี 2555 ซึ่งกรมทางหลวงขอจัดสรรจำนวน 49,277 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบทขอจัดสรร 26,286 ล้านบาท โดยให้ชะลอดำเนินโครงการที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อนำงบประมาณมาใช้ซ่อมถนนที่เสียหายจากน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนสัญจรไปได้ก่อน และที่ผ่านมางบฉุกเฉินที่กรมทางหลวงมีอยู่ 200 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบทมี 100 ล้านบาทนั้น ถูกนำไปใช้ซ่อมแซมถนนไปหมดแล้ว ซึ่งความเสียหายครั้งนี้คงต้องขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณอีกก้อนหนึ่งเพื่อใช้ซ่อมบำรุงถนนที่เสียหาย อีกไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท



