
ภัยธรรมชาติแก้ได้หากไม่ฝืนธรรมชาติ
จันทร์นี้ ผมตั้งใจว่าจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หลังจากได้รับทราบความคิดเห็นของท่านผู้รู้ที่เข้าร่วมเสวนาเรื่อง สมดุลพลังงานไฟฟ้าเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน ซึ่งหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา
แต่เมื่อเห็นข่าวภัยพิบัติจากพายุฝนในภาคใต้ที่นำความเสียหายทั้งทางด้านจิตใจและทรัพย์สินของชาวบ้านร้านตลาดแล้วจึงต้องเปลี่ยนใจครับ เรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นเรื่องไกลตัว ผมขอเขียนเรื่องใกล้ตัวคือภัยจากธรรมชาติก่อนนะครับ แต่ผมคงไม่ลงรายละเอียดว่าเหตุเกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน หรือชาวบ้านร้านตลาดได้รับความเสียหายมากน้อยอย่างไรบ้างนะครับ เข้าใจว่าอ่านจากข่าวประจำวันน่าจะได้ข้อมูลที่แน่นอนกว่า
เรื่องที่ผมอยากจะเขียนถึงก็คือมาตรการป้องกันภัยพิบัติดังกล่าว เหมือนที่ผมเคยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบแก้ภัยแล้งและน้ำท่วมแต่รัฐบาลกลับเพิกเฉยนั่นแหละครับ, ต้นเหตุของเรื่องนี้มาจากธรรมชาติ ที่หลายท่านอาจแย้งว่า คงไปห้ามธรรมชาติไม่ให้ก่อลมพายุหรือลมฝนได้ตามต้องการ ข้อนั้นก็จริงอยู่ แต่ผมยังเชื่อมั่นในสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ ว่าจะต้องเอาชนะธรรมชาติได้ หากเราศึกษาธรรมชาติให้ถ่องแท้และดูแลธรรมชาติให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต คือต้องไม่ฝืนในสิ่งที่ธรรมชาติต้องการ
ข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์นอกจากความรุนแรงของน้ำและลมแล้ว ภาพในโทรทัศน์ได้ฉายให้เห็นเส้นทางน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากเทือกเขามุ่งหน้าลงสู่ทะเลในหลายๆ พื้นที่บางแห่งเคยเป็นสวนยางพาราแต่กระแสน้ำก็เซาะจนกลายเป็นร่องแล้วไหลทะลักเข้าใส่สิ่งที่ขวางอยู่ ถนนบางสายที่ทอดยาวลงภาคใต้ก็ถูกกระแสน้ำตัดขาด มีสภาพเหมือนคลอง ภาพเหล่านั้นทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน จ.เพชรบุรี เมื่อตุลาคมปี 2546 ที่ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน จนเกิดกระแสน้ำไหลบ่าจากฝั่งตะวันตกเพื่อหาทางไหลลงสู่ทะเล แต่เมื่อปะทะกับถนนเพชรเกษมที่ขวางอยู่ น้ำไหลลงทะเลไม่ได้จึงท่วมเรือกสวนไร่นาของชาวเพชรบุรีเกือบทั้งจังหวัด แต่ทางการก็หาทางแก้ปัญหานั้นไม่ได้
กระทั่งความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงพระราชทานคำแนะนำให้อธิบดีกรมชลประทานในสมัยนั้นแก้ปัญหาด้วยการผันน้ำที่ท่วมขังไปยังลำคลองสายต่างๆ และให้กรมทางหลวงวางท่อระบายน้ำใต้ถนนเพชรเกษมช่วง จ.เพชรบุรีเพื่อให้น้ำไหลลงทะเลหลายๆ จุดเป็นการด่วน น้ำที่ท่วมขังในฝั่งตะวันตกของเพชรบุรีจึงค่อย ๆ ลดระดับลงและแห้งเหือดในที่สุด ผมอัญเชิญพระราชดำริการแก้ปัญหาน้ำท่วมของในหลวงมาแสดงในวันนี้ เพราะอยากให้นักการเมืองและข้าราชการรุ่นใหม่ได้รำลึงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์และตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ครับ
ผมไม่อยากเห็นกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาถนนที่ถูกกระแสน้ำพัดขาดในหลายๆ แห่ง ด้วยวิธีการเก่าๆ คือของบประมาณไปซ่อมแซมถนน ด้วยการให้ผู้รับเหมาขนดินไปถมในจุดนั้นๆ เพื่อบดอัดก่อนจะเทราดด้วยคอนกรีตให้ได้ถนนกลับคืนมา แต่อยากให้ทั้งสองหน่วยงานสำรวจให้ถ้วนทั่วเสียก่อนว่ามีถนนสายไหนบ้างที่ถูกสายน้ำตัดขาด แล้วเสนอของบประมาณสร้างสะพานเชื่อมถนนเส้นนั้นในตำแหน่งที่กระแสน้ำเคยไหลผ่าน เพื่อเปิดทางตรงนั้นให้น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำตามธรรมชาติของมันครับ
ไม่เพียงเท่านั้นถนนทุกสายที่เชื่อมภาคกลางกับภาคใต้ที่ตัดขวางทางน้ำไหลในทุกวันนี้ หากในพื้นที่ใดมีแม่น้ำลำคลองอยู่แล้วผมก็ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณไปขุดลอกตะกอนดินและต้นไม้ใหญ่ที่โค่นขวางทางน้ำเสียในคราวเดียวกันด้วย ส่วนพื้นที่ไหนไม่มีแม่น้ำลำคลอง รัฐบาลต้องจัดงบวางท่อใต้ถนนทุกๆ 5 หรือ 10 กิโลเมตรในกรณีที่เป็นพื้นราบ ส่วนถนนที่ต้องตัดผ่านเชิงเขา ก็ขอให้ทำผนังป้องกันดินและหินถล่มเหมือนในหลายประเทศเขาทำกันด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าหากเราหาทางป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า หากจะมีพายุฝนในปีต่อไป ชาวบ้านคงไม่ประสบภัยร้ายแรง และรัฐบาลก็ไม่ต้องหาเงินสำหรับช่วยเหลือ หรือบูรณะถนนหนทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



