
เพี้ยน..แว่วเสียงวิทยุฆ่าตัดหัวแขนขาเพื่อนบ้าน
บ่อยครั้งที่สังคมละเลยดูแลผู้ป่วย "จิตเภท" จนนำมาสู่คดีสะเทือนขวัญ รายล่าสุดเกิดขึ้นกับ "ชาญชัย น้ำใจ" วัย 37 ปี เพื่อนบ้านสติไม่สมประกอบ ซึ่งสนิทสนมคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับ "บุญหนา มาพิบูลย์" ภารโรงวัย 45 ปี ผู้มีอาการทางประสาทกำเริบบ่อยครั้ง
จู่ๆ วันหนึ่ง "บุญหนา" ได้ยินเสียงแว่วคล้ายคลื่นวิทยุดังอยู่ในบ้านของตัวเองรู้สึกหงุดหงิดมาก จึงเรียก "ชาญชัย" มาช่วยฟังเสียงคลื่นวิทยุ แต่ชายสติไม่สมประกอบยืนยันว่าไม่ได้ยินเสียงใดๆ สร้างความไม่พอใจให้แก่ "บุญหนา" เป็นอย่างมาก ถึงขั้นคว้ามีดพร้ามาจ้วงแทงตามร่างกาย ก่อนบรรจงหั่นทั้งแขนและขาออกทั้ง 2 ข้าง และตัดศีรษะจนขาด ต่อมาเพื่อนบ้านอีกรายมามาตะโกนเรียก เพราะสงสัยว่าอาการโรคประสาทน่าจะกำเริบ แต่เขากลับแตะ "ศีรษะของชาญชัย" กระเด็นออกมาจากประตูเป็นคำตอบ!!
"สายพิณ มาพิบูลย์" ภรรยาของบุญหนา ยอมรับว่า สามีมีอาการทางประสาท รักษาตัวที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ต้องกินยามาตลอด แต่ถ้ายาหมดหรือไม่กินยาอาการจะกำเริบเสมอ ที่ผ่านมามักจะบ่น ด่าทอ และอาละวาดมาตลอด ก่อนก่อเหตุก็มีอาการหูแว่วคลุ้มคลั่ง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายสยดสยองและสะเทือนใจเช่นนี้
กรณีการฆ่าหั่นศพของผู้ป่วยจิตเภทรายนี้ พญ.กนกวรรณ กิตติวัฒนากูล รอง ผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ วิเคราะห์ว่า คนที่จะมีพฤติกรรมการทำร้ายที่มีความรุนแรงและสะเทือนขวัญแบบนี้ อาจจะเป็นทั้งคนปกติและกลุ่มคนที่มีอาการทางจิตก็ได้ หากเป็นคนปกติจะทำรุนแรงแบบนี้ได้ อาจมีสาเหตุจากความแค้น โกรธ เกลียดคนที่ถูกทำร้ายเป็นอย่างมาก จนยับยั้งตัวเองไม่ได้ ส่วนผู้ที่มีอาการทางจิต มีอาการผิดปกติทางสมอง เช่น เป็นเนื้องอกในสมอง การติดเชื้อในสมอง ประสบอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนทางสมอง โรคลมชัก และการติดสารเสพติด ซึ่งเป็นปัจจัยให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป อาจก่อเหตุจากความผิดปกติของจิตใจโดยตรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะแสดงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น การตะโกนด่าทอ มีความก้าวร้าวรุนแรง อาการหูแว่ว ประสาทหลอนและหวาดระแวง เหล่านี้เป็นอาการของคนที่มีแนวโน้มว่าจะมีอาการทางประสาท มีความผิดปกติทางจิตใจ
"คดีนี้คงต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการพิสูจน์สภาพจิตใจก่อนว่าผู้ก่อเหตุมีอาการทางประสาทหรือไม่ โดยจะมีทีมแพทย์ประกอบด้วย จิตแพทย์ พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์ร่วมกันประเมิน สังเกตและทดสอบทางสมอง ตรวจสภาพจิตวิทยา พฤติกรรมการแสดงออก ทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบอย่างละเอียดจึงจะบอกได้ว่ามีอาการทางจิตจริงหรือไม่ ถ้าประเมินว่ามีอาการป่วยทางจิต ต้องได้รับการรักษาทันที ถือเป็นการให้โอกาสและความยุติธรรมกับผู้ป่วย" พญ.กนกวรรณระบุ
พญ.กนกวรรณยังบอกอีกว่า ปัจจุบันกลุ่มคนที่มีอาการป่วยทางจิตมีประมาณร้อยละ 1-1.5 ของประชากรทั้งหมด คนกลุ่มนี้ยังต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติในสังคม หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ถือว่าเสี่ยงและอันตรายมาก ทั้งนี้ ญาติต้องดูแลเอาใจใส่ คอยสังเกตอาการของผู้ป่วย เพราะโรคนี้มีอาการเรื้อรัง ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควรจะได้พบแพทย์ เพื่อดูอาการ กินยา ถ้ารักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อาการทางประสาทจะสงบ สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ตามปกติ
"หากญาติที่ดูแลสังเกตพบว่า ผู้ป่วยแสดงอาการให้เห็นชัดเจน ทั้งตะโกนด่าทอ ก้าวร้าวรุนแรง มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอนและหวาดระแวง แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีอาการผิดปกติทางจิต ให้รีบนำตัวส่งเข้ารับการรักษาทันที เพราะผู้ป่วยอาจจะก่อเหตุรุนแรง ด้วยการทำร้ายตัวเองและคนอื่น โรงพยาบาลทุกแห่งสามารถรักษาผู้ป่วยโรคจิตในเบื้องต้นได้ โดยมีเครือข่ายการดูแลรักษา ทั้งญาติผู้ป่วย อสม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน แต่หากผู้ป่วยที่รักษามีความก้าวร้าว แสดงพฤติกรรมรุนแรง ที่อาจจะทำอันตราย ไม่ว่าจะทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น ทำลายทรัพย์สิน จนเกินความสามารถในการควบคุมดูแล ผู้ป่วยจึงจะถูกส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลจิตเวช" พญ.กนกวรรณแนะนำ
ส่วนวิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตนั้น พญ.กนกวรรณกล่าวว่า สามารถรักษาได้ด้วยการกินยา ฉีดยา และพบจิตแพทย์ต่อเนื่อง เพื่อพูดคุยให้กำลังใจ โดยจะทำให้ผู้ป่วยไม่แสดงอาการก้าวร้าวรุนแรง และอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมได้ หากต้องการรักษาให้หายขาดนั้นต้องใช้เวลานานและเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นอาการเรื้อรัง จึงทำได้เพียงดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเท่านั้น
- กวินทรา ใจซื่อ -



