
จี้รัฐสร้างเชื่อมั่น-สมานฉันท์ไม่ดีขึ้นส่อลอยแพแรงงาน2แสน
ม็อบกลับบ้าน ขสมก.เร่งสรุปความเสียหายรถถูกเผา 8 สมาคมท่องเที่ยวจี้รัฐแจงสร้างเชื่อมั่นต่างชาติ-สร้างความสมานฉันท์ เผยปลายปีไม่ดีขึ้นส่อลอยแพแรงงาน 2 แสนคน รมว.คลัง รับเลวร้ายกว่าที่คิด หวั่นจีดีพีติดลบกว่า 3% เอดีบีมองท่องเที่ยวไทยทรุดหนัก ด้านเอสแอนด์พีป
หลังจากรัฐบาลสลายการชุมนุมในทุกเกือบพื้นที่แล้วทำให้หน่วยงานและองค์กรที่ได้รับผลกระทบก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ยึดและเผารถเมล์ ขสมก. ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 เมษายน นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขสมก.กำลังเร่งตรวจสอบรถเมล์ที่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมยึดไปใช้ในการก่อเหตุ เพื่อประเมินและสรุปความเสียหาย คาดว่าจะสรุปได้เร็วๆ นี้ เบื้องต้นหลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศสลายการชุมนุมแล้ว ขสมก.สามารถนำรถเมล์กลับคืนมาได้แล้ว 10 คัน อีก 9 คันที่เหลือยังอยู่ในพื้นที่
ส่วนจำนวนรถที่ถูกเผานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พบว่ามีทั้งหมด 14 คัน จากรถที่ถูกยึดไปทั้งหมด 33 คัน ทั้งนี้หากฝ่ายเทคนิคตรวจสอบและประเมินค่าเสียหายได้แล้ว ก็จะแจ้งความเพิ่มเติม จากที่ก่อนหน้านี้ได้แจ้งความไว้แล้วทุกคัน
อย่างไรก็ตาม รถเมล์ของ ขสมก.ทั้งหมด ไม่ได้ทำประกันภัยจากเหตุจลาจล เป็นเพียงประกันภัยชั้น 3 เพื่อคุ้มครองผู้โดยสารและบุคคลที่ 3 เท่านั้น ส่วนมูลค่าของรถเมล์นั้น หากเป็นรถยูโรทูสีส้ม มีมูลค่าปัจจุบัน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ตัดค่าเสื่อมปีละ10% แล้ว จากราคารถใหม่ประมาณ 6-7 ล้านบาท เป็นรถที่ ขสมก.ซื้อมาทั้งหมดและใช้งานมาแล้ว 8 ปี
ด้านนายวิรัตน์ โชคคติวัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขณะนี้การเดินรถของ ขสมก.ที่ยังหยุดให้บริการมีทั้งหมด 9 สาย คือ สาย 12, 16, 50, 53, 54, 67, 166, 204 และ 556 ที่เหลือส่วนใหญ่เปิดให้บริการตามปกติ ยกเว้นในบางเส้นทาง เช่น เส้นทางที่ผ่านถนนวิภาวดีรังสิต จะตัดระยะให้สั้นลง และปรับให้เชื่อมกับรถไฟฟ้าบีทีเอส คาดว่าน่าจะเปิดให้บริการตามปกติได้ 1-2 วันนี้
ห้างกลางกรุงเปิดบริการแล้ว
ส่วนห้างสรรพสินค้าในเมืองใกล้พื้นที่มีการชุมนุมซึ่งปิดให้บริการไปก่อนหน้านี้ ปรากฏว่าหลังจากที่มีการสลายการชุมนุมแล้ว ได้เริ่มกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ ทั้งห้างสยามพารากอน สยามดิฟคัพเวอร์รี่ มาบุญครอง เซ็นทรัลเวิลด์ รวมทั้งห้างเซ็นทรัลอีก 5 สาขา ที่ปิดไปก่อนหน้านี้ ส่วนร้านทองยังปิดให้บริการไปจนถึงวันที่ 15 เมษายนนี้
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน กล่าวว่า ทางห้างได้ส่งข่าวไปยังสถานีโทรทัศน์ตั้งแต่ช่วงเช้าว่าห้างจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น.วันที่ 14 เมษายน และได้รับความร่วมมืออย่างดีในการช่วยกระจายข่าวสาร ทำให้บรรยากาศตั้งแต่เปิดห้างช่วงบ่ายถึงเวลา 16.00 น. ปรากฏว่ามีประชาชนเข้ามาใช้บริการจำนวนมากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยส่วนใหญ่เข้ามาจับจ่ายซื้อของ และสรงน้ำพระที่ทางห้างจัดไว้ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้มีท่าทีกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
“หลังจากเปิดห้างไม่กี่ชั่วโมงก็มีลูกค้าแห่เข้ามาใช้บริการจำนวนมากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทำให้ลานจอดรถเกือบเต็มพื้นที่แล้ว ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะอั้นมาจากการปิดห้างเมื่อวันวาน (13 เม.ย.) เพราะตามปกติแล้วช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ห้างพารากอนจะมีการจัดงานใหญ่ ทั้งการแสดงละครตำนานวันสงกรานต์และเทศกาลดนตรีเที่ยงวันยันเที่ยงคืน ทำให้มีผู้มาร่วมงาน 2-3 แสนคนถือว่าเป็นจุดศูนย์รวมคนมากที่สุดของกรุงเทพฯ การปิดห้างทำให้งานทุกอย่างที่เตรียมไว้ต้องยกเลิกไป แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างแต่ก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและเพื่อความปลอดภัย โดยจะมีการประเมินความเสียหายอีกครั้งหนึ่ง" แหล่งข่าวกล่าว
ด้านเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ระบุว่า ในส่วนของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลที่ปิดให้บริการก่อนหน้านี้ ได้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติตั้งแต่เวลา 11.00 น.วันนี้ (14 เม.ย.) และยืนยันว่าจะไม่มีการปิดห้างอีกอย่างแน่นอนหลังจากที่มองว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ โดยบรรยากาศทั่วไปพบว่าในช่วงแรกของการเปิดห้างยังมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการน้อย ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะไม่ทราบว่าห้างเปิดให้บริการแล้ว แต่มองว่าในช่วงเย็นน่าจะมีลูกค้ามาใช้บริการคึกคักขึ้น แม้จะน้อยกว่าเทศกาลสงกรานต์ปีก่อนอย่างมากก็ตาม
ปตท.ทยอยเปิดปั๊มน้ำมัน
นายบูรณิน รัตนสมบัติ ผู้จัดการส่วนกลยุทธ์การตลาด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าว ว่า ปตท.ได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด หากมั่นใจว่าเหตุการณ์จะสงบลงจริง ก็พร้อมที่จะเปิดให้บริการสถานีบริการน้ำมันได้ในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากตามขั้นตอนนั้น จะเริ่มจากการตรวจเช็กปริมาณเชื้อเพลิงว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากไม่เพียงพอ ก็จะจัดส่งจากพระโขนงได้ในเวลาอันรวดเร็ว จากนั้นต้องเตรียมการด้านพนักงานเพราะบางส่วนอาจจะหยุดและเดินทางกลับต่างจังหวัด หากมีความพร้อมก็สามารถเปิดให้บริการได้ทันที
นายวิทยา หวังจิตรารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตลาดขายปลีก กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้สถานีบริการน้ำมันหรือปั๊มในพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายได้เริ่มทยอยเปิดให้บริการแล้ว แต่ยังมีบางปั๊มที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เช่น พื้นที่สนามเป้า และกรมทหารราบที่ 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นคำสั่งจากทางทหารว่า ขอให้เหตุการณ์สงบเรียบร้อยก่อนค่อยเปิดให้บริการ
อย่างไรก็ตาม จากจำนวนปั๊ม ปตท.ที่ปิดไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ (13 เม.ย.) ไม่ได้กระทบยอดขาย ปตท.มากนัก เพราะตามปกติยอดขายน้ำมันใน กทม. ช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็น้อยอยู่แล้ว ส่วนยอดขายน้ำมันในต่างจังหวัดยังอยู่ในระดับสูงอยู่ โดยยอดขายเบนซินเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว และ ปตท.ไม่ได้ปิดทำการในวันที่ 16-17 เมษายนนี้ ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ จะต้องพิจารณาอีกครั้ง
“กรณ์”เผยเสียหายหนักกว่าที่คาด
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความรุนแรงจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่เคยมองว่าจะต่ำกว่าเป้าหมาย 2 แสนล้านบาท เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกลดลงอย่างชัดเจน จากความเชื่อมั่นที่หดหายไป โดยกระทรวงการคลังเตรียมประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 2.5-3% ขณะนี้มองว่าอาจจะติดลบไปมากกว่านั้นแล้ว
รมว.คลัง กล่าวยอมรับว่า รัฐบาลอาจต้องทำงานหนัก และกลับไปเริ่มต้นแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่ติดลบ แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ โดยมีแผนเดินทางไปชี้แจงกับนักลงทุนและหน่วยงานต่างประเทศ เกี่ยวกับแผนการลงทุน และศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งในการประชุมธนาคารโลก ที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา การประชุมธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน +3 ที่บาหลี อินโดนีเซีย รวมทั้งพบปะกับนักลงทุนอังกฤษ สิงคโปร์ และฮ่องกง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติ
"รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาให้สงบโดยเร็ว แต่ก็ยอมรับว่าหนักใจกับการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี" นายกรณ์กล่าว
เอกชนแนะรัฐเร่งชี้แจงข้อมูลสื่อนอก
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็ว โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว เพราะขณะนี้หลายประเทศสั่งห้ามประชาชนเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย รัฐบาลต้องจัดให้มีการประชุมสื่อมวลชนต่างชาติ เพื่อชี้แจงสถานการณ์ให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนทราบโดยเร็วที่สุด โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องเร่งทำความเข้าใจคือ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองไทยมากที่สุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป
ขณะที่ด้านกระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ก็ต้องเร่งทำความเข้าใจกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้ทูตพาณิชย์เร่งชี้แจงสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยเร็วที่สุด
นายสันติกล่าวอีกว่า นอกจากนั้นในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. จะเรียกประชุมนัดพิเศษ เพื่อประเมินสภาวะเศรษฐกิจ หลังจากเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยการประชุมจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของสมาชิก อาจจะเป็นวันที่ 16 หรือ 17 เมษายนนี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี
"ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ชัดเจนแล้วคือภาคธุรกิจท่องเที่ยวและการบริโภคของประชาชนที่ลดน้อยลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะกระตุ้นการบริโภคให้เพิ่มขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ส่วนด้านการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตสำหรับจำหน่ายในประเทศ สิ่งเหล่านี้จะต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการใช้กำลังการผลิตลดลงอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิตในส่วนนี้ เพราะในภาพรวมเชื่อว่าไตรมาสที่ 1-2 ปีนี้ การส่งออกหดตัวลง 15-20%จากการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตและส่งออก ลดลงไปมากถึง 30% แม้แต่สินค้าฟุ่มเฟือยก็มีการนำเข้าลดลงเช่นกัน” นายสันติ กล่าวและว่า ทั้งปีหากการส่งออกของไทยสามารถประคองตัวได้เท่ากับปี 2551 ก็ถือว่าดีมากแล้ว ส่วนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีปีนี้ อาจจะติดลบ 1-2%
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าไทย และผู้บริหารเครือซีพี กล่าวว่าเหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจในประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมีการจ้างงานในภาคธุรกิจท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านคน หากมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว อาจส่งผลให้มีคนตกงานเป็นแสนคนได้ ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือขอให้ช่วยกันดูแล และมองไปข้างหน้า เพราะประเทศไทยต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี
ท่องเที่ยวพัทยา-ตะวันออกยังไม่ฟื้น
นายนิติ คงกรุด ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา กล่าวว่า ตั้งแต่สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่เดินทางมากดดันรัฐบาล ทำให้ต้องมีการเลื่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งสื่อมวลชนได้รายงานข่าวไปทั่วโลกมาจนถึงขณะนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาก็ยังไม่ฟื้นกลับมาเป็นปกติ โดยล่าสุดมีนักท่องเที่ยวชาวจีนยกเลิกทัวร์ไปแล้วกว่า 50%
ด้านนายชัชวาล ศุภชยานนท์ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดน้อยลงอย่างมาก แต่ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสนใจนำครอบครัวเดินทางเข้ามาเที่ยวพัทยาในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็เป็นไปในระยะสั้นเท่านั้น สิ่งที่สมาคมกังวลมากที่สุดคือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะในปี 2553 เป็นต้นไปอาจไม่มีกิจกรรมในระดับนานาชาติมาจัดที่พัทยา เนื่องจากการเตรียมการจัดการกิจกรรมในด้านต่างๆ จะต้องเตรียมดำเนินการล่วงหน้าเป็นปี หากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่มั่นคงตลอดปี 2552 จะทำให้ไม่มีการจองสถานที่เพื่อจัดกิจกรรมเข้ามา ผู้ประกอบการด้านที่พักที่มีทุนน้อยจะอยู่ไม่ได้ ก็จะปิดกิจการทำให้เกิดปัญหาการตกงานตามมา จึงขอฝากรัฐบาลช่วยเร่งแก้ปัญหาทางการเมืองให้มีความมั่นคงโดยเร็ว
8 สมาคมท่องเที่ยวออกแถลงการณ์
สมาคมท่องเที่ยวได้ออกแถลงการณ์ด่วน 2 ข้อ คือ 1.เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ให้ต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นในประเทศไทย และ 2.เร่งสร้างความสมานฉันท์ในประเทศให้กลับคืนมา โดยนายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์จบแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่ถือว่าจบ 100% ซึ่งที่ผ่านได้สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติแล้วอย่างมาก และสมาคมท่องเที่ยวอยากให้เหตุการณ์สงบลงอย่างน้อยในช่วง 6 เดือนนี้เพื่อให้การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว โดยสิ่งแรกที่รัฐบาลต้องทำคือเมื่อคุมสถานการณ์ได้แล้วควรจะเร่งยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสมาคมจะได้ขอให้ประเทศที่เตือนและห้ามนักท่องเที่ยวมาไทยยกเลิกการห้ามมาเที่ยวเมืองไทย รวมทั้งรัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศอย่างเข้มข้นด้วย เพราะทุกวันนี้นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น จีน เกาหลี มีการยกเลิกการจองห้องพักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปนั้นขณะนี้ถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่นอยู่แล้วจึงกระทบไม่มาก
"อยากขอร้องให้ผู้ชุมนุมหยุดการเคลื่อนไหวออกไปก่อนเพื่อให้การท่องเที่ยวได้หายใจหายคอบ้าง อย่างน้อยในช่วง 6 เดือนนี้ เพราะเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ จะเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น หากรัฐบาลสามารถสร้างความสมานฉันท์และเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้โอกาสที่การท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวก็มีความเป็นไปได้ แต่หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้ การท่องเที่ยวของไทยอาจจะกระทบยาวต่อเนื่องถึงปีหน้าและแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบกับแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยว 2 แสนคนต้องตกงานไปด้วย" นายอภิชาติกล่าว
นอกจากนั้นนายกสมาคมท่องเที่ยวในประเทศ ยังขอให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าจัดงานกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งเดือนมิถุนายนที่จะจัดงานอยู่แล้วและขอให้ทำต่อเนื่องทั้งปี ไม่ใช่ทำแค่ช่วงที่เกิดเหตุการณ์เท่านั้น เพื่อทดแทนการเข้ามาท่องเที่ยวของช่าวต่างชาติ เพราะการสร้างความเชื่อมั่นนั้นยอมรับว่าคงต้องใช้เวลา
เอดีบีชี้ปัญหาการเมืองฉุดศก.ไทย
ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของไทยอาจจะบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวในปีนี้ เพราะผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเงินโลก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เอดีบี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงมะนิลา คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวมากกว่า 2% ในปีนี้ เพราะผลกระทบสองทางทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกและปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในไทยเอง
"ถ้าความไม่มีเสถียรภาพทางสังคมของไทยยังคงดำเนินต่อไป อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจจะลดลง" นายจอง วา ลี รักษาการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี กล่าวระหว่างเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐ
นายลี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในไทยขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของไทย ตลอดจนการลงทุนด้านต่างๆ เนื่องจากนักธุรกิจขาดความเชื่อมั่นที่จะทุ่มเทเม็ดเงินเข้ามาลงทุนทำธุรกิจหรือการค้าในไทย
นอกจากนี้ นายลี ยังแสดงความเสียใจที่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงใช้กำลังบังคับและใช้ความรุนแรง จนทำให้การประชุมผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และประเทศคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งหากการประชุมดำเนินต่อไปจนจบตามกำหนดการเดิม อาจจะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัตินำมารับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกขณะนี้ได้
"เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะการประชุมผู้นำและประเทศคู่เจรจาของอาเซียนครั้งนี้อาจจะเกิดผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นที่สามารถนำมาใช้รับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะกรณีกองทุนแนวคิดริเริ่มเชียงใหม่" นายลี ซึ่งมีส่วนร่วมในการเตรียมการประชุมผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่พัทยา เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าว
เอสแอนด์พีปรับลดเครดิตไทย
ขณะที่นายคิม เอ็ง ตัน นักวิเคราะห์ฝ่ายจัดอันดับการเงินสาธารณะระหว่างประเทศ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินบาทระยะยาว จากระดับ A เป็น A- และมีโอกาสจะลดอันดับความน่าเชื่อถือลงได้อีกในอนาคต ขณะที่สกุลเงินต่างประเทศระยะยาว อันดับความน่าเชื่อถือยังอยู่ที่ BBB+ แต่มีมุมมองในเชิงลบมากขึ้น สำหรับสาเหตุของการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดความรุนแรง และทำให้คาดว่าการเมืองไทยคงจะไม่มีเสถียรภาพในระยะเวลาสั้นๆ
ทั้งนี้ การลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลไทยต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการระดมเงินในรูปสกุลเงินบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และจะมีผลให้เอกชนมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นด้วย
ด้านนายจงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะไม่มีผลต่อตลาดเงินมากนัก โดยยังไม่เห็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงินระยะสั้น แต่อาจจะส่งผลต่อภาคการส่งออกนำเข้าบ้างในระยะต่อไป แต่ในเรื่องที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่เตรียมปรับเรตติ้งประเทศไทยลงนั้นผลกระทบคงไม่มากนัก โดยอาจจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทขนาดใหญ่และการกู้ยืมของรัฐบาลที่มีแผนจะพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ อาจจะได้รับผลกระทบด้วยต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นอีก แต่เนื่องจากสถานการณ์ในตลาดโลกที่ยังมีความผันผวนทั่วโลก ทำให้ความรุนแรงของปัญหาไม่มากนัก
“หากเป็นสถานการณ์ปกติการถูกลดเครดิต ประเทศอาจะได้รับผลกระทบมาก แต่ในช่วงนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ ในขณะนี้หลายๆ ประเทศมีต้นทุนการกู้ยืมแพงกว่าไทยอยู่แล้ว แต่หลายๆ บริษัทเอกชนตอนนี้อาศัยการกู้ยืมในประเทศเป็นหลัก มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่และรัฐบาลที่มีแผนกู้ต่างประเทศที่จะได้รับผลกระทบบ้างแต่เชื่อว่าคงไม่มากนัก” นายจงรักกล่าว



