ข่าว

กองทัพ "ถอยหลบ"ฉากหลัง

กองทัพ "ถอยหลบ"ฉากหลัง

04 เม.ย. 2554

สถานการณ์การเมืองไทยหากไม่เกิด “อุบัติเหตุ” เสียก่อน คงจะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ อย่างแน่นอน แต่ทุกอย่างก็อย่าเพิ่งไปคาดเดาและมั่นใจได้ เพราะสถานการณ์ทุกอย่างสามารถ “พลิกแพลง” ได้อยู่ตลอดเวลา และยิ่งตราบใดที่ นายอภิสิทธิ์

เพราะช่วงระยะเวลานับจากนี้ไป การเมืองไทยจะเริ่มทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สร้างประวัติศาสตร์เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ รวมถึงเหตุการณ์การปะทะกันของกลุ่มคนเสื้อแดงกับกองทัพ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว

 เหตุการณ์ที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะซีกของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สังเวยกับเหตุการณ์ “วันแดงเดือด” หลายสิบคน นี่ยังไม่รวมทหารหาญกล้าที่สละชีวิตกับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกหลายนาย และบาดเจ็บนับร้อย

 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโกลาหลให้ “รัฐบาล-กองทัพ” อยู่ไม่น้อย แม้ว่าลึกๆ ไม่น่าจะเกิดภาพเหตุการณ์ “คนไทยตีกัน” แบบนี้ก็ตาม แต่นั่นก็ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ “รัฐบาล-กองทัพ-กลุ่มคนเสื้อแดง” จะต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน

 ทำให้ ณ เวลานี้ “รัฐบาล-กองทัพ-ตำรวจ” ต้องจับมือกันเหนียวแน่นเพื่อแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองให้อยู่ใน “สภาวะปกติ” ให้มากที่สุด แม้ว่า “ฉากหน้า” จะมอบหมายให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เป็นผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์โดยตรงก็ตาม แต่ก็ไม่วายที่จะให้กองทัพซุ่มเงียบเป็นแบ็กหลังในการดูแลความสงบเรียบร้อยอีกแรง

 จนทำให้ “นายใหญ่” จากต่างแดน สายตรงมายังพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ในการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการเล่นเกม “ยื้อเวลา” ในการเลือกตั้งให้นานที่สุด เพราะจากการประเมินดูคร่าวๆ ศึกการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ พรรคเพื่อไทยยังคงเป็นรองพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายช่วงตัว เพราะหมากเกมที่พรรคประชาธิปัตย์วางเอาไว้ในการสู้ศึกการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ทำให้ “ศัตรูทางการเมือง” คิดหนัก

 เพราะเลือกไปก็มีแต่ “แพ้กับแพ้” และยิ่งสำคัญคือพรรคร่วมรัฐบาลที่ล้วนมีระดับแกนนำช่ำชองทางการเมืองทั้งนั้น ทั้ง “เนวิน ชิดชอบ-บรรหาร ศิลปอาชา” ที่ยังเกาะคอกันเหนียวแน่นในการจับมือกับ “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” พรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม แม้ว่าที่ผ่านมาปฏิกิริยาพรรคร่วมรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ค่อยกินเส้นกันก็ตามที แต่นั่นก็คือ “หน้าฉาก” ที่พรรคเพื่อไทยมิอาจนิ่งนอนใจได้ เพราะเกมการเมืองอะไรๆ ก็ไม่แน่นอนเสมอไป

 ผนวกกับท่าทีของ “กองทัพ” ณ เวลานี้ ค่อนข้างที่จะชัดเจน โดยเฉพาะตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่พรรคเพื่อไทยมิอาจมองข้ามช็อตนี้ไปได้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งตามการ “เทียบเชิญ” ของพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้ ณ วันนี้สามารถคุมเกม “กองทัพ” ได้อยู่หมัด ไม่มีการกระด้างกระเดื่องเลยแม้แต่น้อย

 ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร จะพูด หรือสั่งการอะไร เหล่าบรรดาผบ.เหล่าทัพ ก็ซ้ายหัน-ขวาหัน กันตามระเบียบ สิ่งหนึ่งที่มัดใจทำให้ ผบ.เหล่าทัพ ไม่แสดงอาการกระด้างกระเดื่อง เพราะ พล.อ.ประวิตร ปกครอง ผบ.เหล่าทัพ และกำลังทหารกว่า 2 แสนชีวิตอย่างเสมอภาค และให้เกียรติกัน โดยเฉพาะท่าทีที่ไม่เคยหักหาญน้ำใจกัน หรือเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น จึงทำให้ ณ เวลานี้ “กองทัพ” แน่นปึ้ก จนการเมืองไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้เหมือนแต่ก่อน

 หากดูเอาคร่าวๆ ทั้งในเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ขณะนี้รัฐบาลเปิด “ไฟเขียว” ให้แต่ละกองทัพ “ช็อปปิ้ง” กันแบบตามอำเภอใจ จนถึงมองว่ารัฐบาล กำลังเล่นเกม “ต่างตอบแทน” ให้ทาง “กองทัพ” อยู่ในเวลานี้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทุ่มไม่อั้น” และที่สำคัญคือประเด็นหนึ่งคือ โผแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร เพราะตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่มีใบสั่งจากการเมืองเข้ามาแม้แต่ใบเดียว

 ปล่อยให้ “กองทัพ” คัดสรรตำแหน่งคนที่เหมาะสมขึ้นมาดูแลกันเองทั้งนั้น จนกลายเป็น “เด็กนาย-เพื่อนร่วมรุ่น” กันเป็นแถว แต่นั่นก็ยังดีที่ทำให้ ณ วันนี้ “กองทัพ” ผนึกกำลังกันเหนียวแน่น คล้ายกับค่ายทหาร “ปลอดการเมือง” ไปโดยปริยายไปแล้ว ดังนั้นการสู้ศึกการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ “กองทัพ” ต่างถอยหลังเข้า “ฉากหลัง” กันเกือบทั้งหมด เพื่อปล่อยให้การเมืองกลับเข้า “สู่ภาวะปกติ” กันเอง

 แต่เมื่อตราบใดที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดวิกฤติการณ์อีกครั้ง “กองทัพ” ก็พร้อมที่จะออกมาอย่าศึก โดยเฉพาะการหย่าศึกระหว่าง “กลุ่มคนเสื้อแดง-กลุ่มคนเสื้อเหลือง” ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน

 แต่จะให้ “กองทัพ” ออกมาทำการ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” เพื่อทำให้คนใดคนหนึ่ง เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ทำ ณ เวลานี้ เพราะหากว่าขยับออกมาโดยที่สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ “สุกงอม” สถานการณ์จะถูกตีกลับไปอยู่ที่ฝ่าย “กองทัพ” ดังนั้นกองทัพต้องอย่าเพลี่ยงพล้ำ