ข่าว

ทางสายดอกไม้สู่ภูหลวง:มุมสงบเชียงคาน

ทางสายดอกไม้สู่ภูหลวง:มุมสงบเชียงคาน

03 เม.ย. 2554

ปีนี้ ดูเหมือนอากาศจะแปรปรวน ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมก็แปรปรวนตาม จากปกติช่วงนี้ อากาศโดยทั่วไปจะร้อน ภาคใต้ฝนจะน้อยลง กลับกันว่า ปลายเดือนมีนาคม อากาศกลับมาหนาวเย็น แถมภาคใต้มีฝนหนัก จนเกิดน้ำท่วมน้ำป่า

แต่ขณะเดียวกัน ดอกไม้ป่ากลับเริงร่า ออกดอกมากเป็นพิเศษ อย่างเช่น กุหลาบแดงป่า ที่บานสะพรั่งบนภูหลวง ชนิดตื่นตาตื่นใจ เมื่อกลางเดือนมีนาคม ข่าวนี้แว่วเข้าหูพลพรรคที่ชอบสไตล์ “เดินช้าๆ ได้ใจงามๆ” ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มีเพียงความสดใสที่รออยู่ข้างหน้า ใช้เวลาแค่วันเสาร์-อาทิตย์ (2 วัน 1 คืน)

 ออกเดินทางวันเสาร์เวลา 6 โมงเช้า ขับรถไปตามเส้นพหลโยธิน แวะกินอาหารเช้าที่ร้านบ้านสวน (แถวๆ วังน้อย) ร้านนี้ มีชื่อมานานแล้ว จนเปิดสาขา 2 ที่ใหญ่โตกว่าเดิม วันนี้ เราแวะสาขาแรก ไปถึงคนน้อยกำลังพอดี ไม่ต้องแย่งกัน ราคาอาหารก็ไม่แพงมาก อิ่มท้องก็ไปกันต่อ วิ่งเลี่ยงเมืองสระบุรี ไปตามทางหลวงหมายเลข 21 (มองๆ หาป้ายจังหวัดเพชรบูรณ์ แสดงว่าถูกทางแล้ว) แถวๆ กิโลเมตรที่ 77 เห็นมีวัดสวยๆ งามตระหง่านอยู่บนเขา แวะไปถึงได้รู้ว่าเป็น วัดถ้ำเขาปรางค์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี มีเจดีย์นวโลกุตตระ หรือเจดีย์ 9 ยอด เพื่อรวบรวมอัฐบริขารของบูรพาจารย์สายกรรมฐาน รวมถึงอัฐิธาตุของบูรพาจารย์ทั่วประเทศ สามารถขับรถขึ้นไปถึงวัด หรือจะเดินขึ้นก็ได้ มีบันไดประมาณ 300 ขั้น วัดสงบมากๆ จนอ้อยอิ่งเก็บบรรยากาศกันนานพอควร ยิ่งช่วงนี้ เข้าหน้าร้อน จะมีดอกไม้พวกตะแบก และหางนกยูง ออกดอกสีสันสดใสมากมาย มีทุ่งนาเขียวๆ ตัดกัน ดูแล้วสบายตา สุขใจ อากาศดีมากๆ

 ออกจากวัด เดินทางกันต่อบนถนนสาย 21 ยังได้แวะถ่ายรูปตะแบกต้นใหญ่มาก ออกดอกสีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน กันอีกหน่อย จนเกือบ 11.00 น. ยังไม่ถึงไหน ตอนแรกกะว่าจะไปกินขนมจีนหล่มสัก เพชรบูรณ์ แต่ด้วยทริปแบบเดินช้าๆ ได้ใจงามๆ แวะไปเรื่อย เลยต้องเปลี่ยนเป้าหมายมื้อกลางวัน เป็นส้มตำไก่ย่างวิเชียรบุรี อันเลื่องชื่อ พลาดไม่ได้ กับไก่ย่างที่เป็นไก่บ้าน หรือเรียกไก่นางแบบ (อันนี้เรียกกันเอง) เพราะว่า ไก่บ้านได้วิ่งเล่น ไม่ได้ถูกขัง เนื้อแน่นๆ มันน้อย แล้วก็ส้มตำไทยเผ็ดน้อย สำหรับเพื่อนร่วมทริป และตำปูเผ็ดๆ สำหรับเราเอง แล้วก็มีต้มแซบ ไส้กรอกอีสาน ข้าวเหนียว อร่อยสุดๆๆ ราคาเหมาะสม

 อิ่มมื้อเที่ยง เราเดินทางกันต่อบนเส้นทางเดิม สาย 21 ถึงเพชรบูรณ์ เลี้ยวไปตามทางหลวงหมายเลข 203 เป้าหมายอยู่ที่ อำเภอเชียงคาน เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง แต่มีเสน่ห์เย้ายวนดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวกัน ได้กลิ่นอายบรรยากาศ รวมถึงคนเชียงคาน อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงแม้ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก เราไปถึงอำเภอเชียงคานเกือบห้าโมงเย็น ที่พักก็ไม่ได้จองมา เพราะคิดกันว่า เสาร์อาทิตย์นี้ คนคงไม่เยอะเท่าไร แต่ที่ไหนได้ นักท่องเที่ยวเยอะมากๆๆๆ เดินหาห้องพัก ส่วนใหญ่จะเหลือห้องพัดลม เราได้ที่พักห้องใหญ่ ชื่อห้องชมโขง ที่บ้านก๋งริมโขง โฮมสเตย์ (ใกล้ๆ ซอย 9) หลังห้องมีชานกว้างนั่งชมแม่น้ำโขงได้เลย ราคาไม่แพง นอนกันกี่คนก็ได้ แถมอากาศดีมากๆ ไม่ร้อนอย่างที่คิด

 หลังจากเก็บสัมภาระ ล้างหน้าล้างตากันแล้ว ก็ออกไปถ่ายรูปบรรยากาศของเชียงคาน จากที่เคยมาเมื่อสองปีที่แล้ว มาปีนี้ เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก นักท่องเที่ยวเต็มถนน ร้านขายของที่ระลึก ของกินก็มีมากมาย แต่บรรยากาศดูแบบสบายๆ เหมาะแก่การเดินเล่น ช่วงอาทิตย์อัสดง ถือเป็นเวลานาทีทองของผู้รักการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ไม่มีการคุยกันเลย สนใจแต่พระอาทิตย์กลมๆ สีเหลืองทอง ที่สาดแสงลงแม่น้ำโขง มีฝูงนกบินกลับรังที่น่าดูชม บรรยากาศแบบนี้หายากมาก ใครๆ ก็ไม่พลาดมุมนี้ จากนั้นก็เดินเล่น ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แล้วแวะเข้าร้านนวดตัวคลายปวดเมื่อยล้ากันคนละชั่วโมง ก่อนจะไปจบที่มื้อค่ำ
เราเลือกร้านป้าศรีพรรณ ต้นตำรับโฮมสเตย์ที่เชียงคานเลยล่ะ สั่งอาหารปลาแม่น้ำโขง ไข่เจียว ผัดผัก อร่อยถูกลิ้นมากๆ หลังอาหารเย็น ก็เดินเล่นต่อ พยายามเดินหาร้านเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อร้านแปลกมาก อุยุอะยะ ถามหลายๆ คนก็ไม่รู้จัก หรือว่าปิดไปแล้วหว่า จนมาเกือบถึงที่พัก ซอย 9 ก็ได้เจอ ร้านนี้ขายเครื่องดื่มพวกกาแฟ ลาเต้ แต่นี้ดึกแล้วคงไม่ไหว เลยนั่งเลือกโปสการ์ดแปลกๆ สวยๆ ที่นี้เจ้าของถ่ายรูปเอง ทำโปสการ์ดเอง เลือกโปสการ์ดส่งให้ตัวเองหนึ่งใบ กะให้เพื่อนอีกคนอีกหนึ่งใบ ที่ร้านมีดินสอสี ตัวปั๊มให้คนเขียนโปสการ์ดได้ลองฝีมือบนโปสการ์ดที่ส่งด้วย ใช้จินตนาการเต็มที่ เสร็จแล้วก็เข้าที่พัก อาบน้ำ นอน อากาศเย็นสบายกำลังดี

 เช้าวันอาทิตย์ตื่นมาเตรียมตัวตักบาตรข้าวเหนียวแต่เช้า ทางโฮมสเตย์จัดข้าวเหนียวให้เราหนึ่งกระติ๊บ กับของแห้งไว้ใส่บาตรด้วย ใส่บาตรเสร็จก็เดินหาอาหารเช้า ได้ไข่กระทะ รองท้อง ตามด้วยข้าวเหนียวหมูปิ้ง อีกหน่อย เพราะวันนี้จะขึ้นภูหลวง ต้องใช้กำลังเยอะหน่อย จากนั้นก็เข้าที่พัก อาบน้ำเก็บของออกเดินทางไปยังภูหลวง ขับรถตามเส้นทางเดิมที่มาเมื่อวาน จากอำเภอเมืองเลย มาตามเส้นทางเลย-ภูเรือ ประมาณ 36 กิโลเมตร ถึงบ้านสามตม เลี้ยวซ้ายไปอีก 18 กิโลเมตร ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง รถขับขึ้นถึง เราไปถึงก็ประมาณเที่ยง จ่ายค่าเข้าคนละ 20 บาท และค่ารถเข้าอีก 30 บาท ก็ขับขึ้นไป ถึงที่ทำการเขตฯ ด้านบน เป้าหมายของเราดักรออยู่ตรงหน้า กุหลาบแดงป่า สีแดงเต็มต้น สลับกับใบไม้สีเขียว สดใสมากๆ รอบๆ ด้านล่างก็มีว่านสี่ทิศ ที่ออกดอกพร้อมกัน ทั้งบานและยังตูมอยู่ งดงามมากๆ แค่ตรงนี้ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงแล้ว นอกจากนี้ ก็ยังมีกุหลาบอีกประมาณสามสายพันธุ์ให้หลงใหลกันไม่สิ้นสุด สีเหลืองเป็นช่อใหญ่มากๆ เช่น เอื้องคำ ตีนชะนี เป็นต้น 

 ภูหลวง มีความหมายว่า เขาที่สูงใหญ่ พื้นที่ครอบคลุมอำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง ได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2517 สภาพทั่วไปเป็นพื้นที่ราบสูง อากาศเย็นตลอดปี บนภูหลวง เป็นแหล่งที่มีพืชพันธุ์ไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีกล้วยไม้มากกว่า 160 ชนิด และพบพืชพันธุ์บางชนิดที่หายากหรือมีที่ภูหลวงแห่งเดียว บนภูหลวงมีเส้นทางให้เดินชมหลายเส้นทาง เช่น ผาสมเด็จ ผาเยือง และผาเตริ่น แปกดำ โหล่นแต้ แต่ด้วยระยะเวลามีน้อย เลยเลือกไปยังลานสุริยัน เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้ และกุหลาบป่ามากมาย ที่ลานสุริยันนี้ มีดอกไม้มากมายให้เดินถ่ายรูปไม่มีเบื่อเลย เดินไปก็ถ่ายรูปไป กุหลาบป่าสีแดงก็เยอะ กุหลาบป่าสีขาวก็มีมากมาย ยิ่งถ่ายรูปกุหลาบป่าสีขาวกับท้องฟ้าสีฟ้า งดงามมาก แล้วก็มีกล้วยไม้ป่ามากมาย มองไปทางไหนก็เจอ ทั้งสีเหลือง สีขาว สีส้ม ทั้งดอกเล็กมากๆๆ จนใหญ่ อยู่บนลานสุริยันประมาณเกือบสามชั่วโมง จนปิดทำการ ก็เลยต้องกลับลงมา แต่ยังไม่สุดท้าย ยังได้แวะศูนย์วิจัย อีกหน่อย เป็นถนนดินที่เป็นเส้นโค้งนำสายตา กับกุหลาบป่าสีแดงสองข้างทาง ที่ใครๆ ก็ต้องหลงใหล หมดเวลาสำหรับวันนี้ ทริปนี้ ด้วยความสุขใจ เติมพลังความสุขให้การทำงานในวันรุ่งขึ้น

 หากสนใจไปชมความงดงามของธรรมชาติ สอบถามข้อมูลได้ที่ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย โทร.0-1221-0547 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 10900 โทร.0-2562-0760

Adamfeelgood เรื่อง/ภาพ
http://adamfeelgood.multiply.com