
โพลล์ชี้คะแนนนิยมของพรรคปชป.-เพื่อไทยสูสี
"เอแบคโพลล์"เผยผลสำรวจ "คะแนนนิยมของสาธารณชนต่อพรรคการเมือง ในบรรยากาศโหมโรงปลุกกระแสเลือกตั้งใหม่ " พบคะแนน "ปชป.-พท." ยังเบียดกันอย่างสูสี ผลสำรวจเสียงส่วนใหญ่ปชช.ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ฐานเสียงสองพรรคใหญ่ยังกุมใจในพื้นที่ฐานเสียงอย่างเหนียวแน่ แต่อา
(3เม.ย.) นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องคะแนนนิยมของสาธารณชนต่อ พรรคการเมือง ในบรรยากาศโหมโรงปลุกกระแสเลือกตั้งใหม่ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา ชุมพร และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 5,212 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 25 มีนาคม - 2 เมษายน 2554 ที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 80 ติดตามข่าวสารเป็นประจำทุกสัปดาห์
ในบรรยากาศโหมโรงปลุกกระแสเลือกตั้งใหม่ที่จะมาถึงนี้ ผลสำรวจครั้งล่าสุดของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์เรื่องคะแนนนิยมของสาธารณชนต่อพรรคการเมือง พบ ร้อยละ 32.7 ไม่เลือกพรรคใด กำลังมองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคยังคงสูสีกันมาก แต่หากพิจารณาที่ตัวเลขผลสำรวจที่ค้นพบจะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 26.4 และพรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 25.5 ซึ่งในทางสถิติไม่ถือว่าแตกต่างกันในการสำรวจครั้งนี้ ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ได้ ร้อยละ 15.4
เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ตัวอย่างผู้หญิงร้อยละ 27.1 และชายร้อยละ 25.7 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างชายร้อยละ 27.4 และหญิงร้อยละ 23.6 จะเลือกพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม เกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33.9 ของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิง และร้อยละ 31.5 ของกลุ่มตัวอย่างผู้ชาย ไม่เลือกพรรคการเมืองใดแต่กำลังมองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่า และร้อยละ 15.4 ของทั้งชายและหญิงจะเลือกพรรคการเมืองอื่นๆ
เมื่อจำแนกตามอายุ พบว่า พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงสนับสนุนมากคือร้อยละ 27.9 ในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ร้อยละ 27.7 ในตัวอย่างกลุ่มนี้ และพรรคเพื่อไทยยังได้เสียงสนับสนุนร้อยละ 27.4 ของคนอายุต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 24.2 เมื่อวิเคราะห์ช่วงอายุอื่นๆ แล้วพบว่า พรรคการเมืองทั้งสองพรรคนี้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในวัยต่างๆ ในลักษณะไม่แตกต่างกัน
แต่เมื่อวิเคราะห์ระดับการศึกษา จะพบว่าความแตกต่างในกลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี โดยพบว่า ร้อยละ 28.6 ของคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ร้อยละ 19.0 จะเลือกพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ร้อยละ 27.3 ของคนที่มีการศึกษาปริญญาตรีจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ร้อยละ 19.6 จะเลือกพรรคเพื่อไทย โดยในกลุ่มคนที่ต่ำกว่าปริญญาตรีร้อยละ 26.4 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์แต่ร้อยละ 26.3 จะเลือกพรรคเพื่อไทย จะเห็นได้ว่า ไม่ได้ทิ้งห่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ พรรคประชาธิปัตย์กำลังได้ผลตอบแทนจากแนวนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่กลุ่มข้าราชการ อย่างมีนัยสำคัญ คือ ร้อยละ 24.0 ของกลุ่มข้าราชการและรัฐวิสาหกิจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และยังได้การสนับสนุนมากจากกลุ่มพ่อค้า คือร้อยละ 28.2 ของตัวอย่างที่เป็นนักธุรกิจ และค้าขาย ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรและรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป เสียงสนับสนุนไม่แตกต่างกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์คือร้อยละ 26.7 กับร้อยละ 27.2 ในการสำรวจครั้งนี้ แต่ที่น่าจับตามองคือกลุ่มตัวอย่างที่กำลังมองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่าสองพรรคนี้ ที่มีอยู่มากถึงร้อยละ 41.2 ในกลุ่มข้าราชการ ร้อยละ 33.3 ในกลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 32.7 ในกลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า ร้อยละ 31.9 ในกลุ่มนักศึกษา และร้อยละ 31.8 ในกลุ่มเกษตรกรและรับจ้างใช้แรงงานทั่วไปที่จะเป็นกลุ่มที่มีพลังเสียงมากที่สุดและสามารถตัดสินชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้
นอกจากนี้ ที่เห็นได้ชัดเจน คือ กลุ่มคนที่มีรายได้มากมีสัดส่วนของคนที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคเพื่อไทย จึงสะท้อนให้เห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่โดนใจประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างทั่วถึง โดยพบว่า ร้อยละ 27.2 ของคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทจะเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 24.3 ของกลุ่มนี้จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 16.2 จะเลือกพรรคอื่นๆ แต่ร้อยละ 32.3 กำลังมองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่า ในขณะที่กลุ่มประชาชนที่รายได้สูงขึ้นไปเกินกว่าร้อยละ 30 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ประมาณร้อยละ 20 จะเลือกพรรคเพื่อไทย
ที่น่าพิจารณา คือ หลังจำแนกตามภูมิภาค พบว่า คนภาคใต้ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 71.5 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่คนกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 33.0 จะเลือกพรรคเพื่อไทย โดยทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่ร้อยละ 21.0 ของคนกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 33.2 จะเลือกพรรคเพื่อไทย ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์เช่นกันที่มีอยู่เพียงร้อยละ 16.6 โดยมีพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ร้อยละ 20.8 แต่ในพื้นที่ภาคกลาง พบว่า ร้อยละ 22.5 ของคนภาคกลางจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 16.3 จะเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 14.2 จะเลือกพรรคอื่นๆ ในขณะที่พื้นที่ภาคเหนือ ร้อยละ 29.7 ของคนภาคเหนือจะเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 24.6 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ถ้าวันนี้เลือกตั้งกันใหม่จะเห็นได้ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างมีนัยสำคัญ แต่ฐานที่แข็งแกร่งของพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นพื้นที่ภาคใต้ และเสียงสนับสนุนมากในภาคกลาง โดยมีพื้นที่ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่จะแข่งขันสูงมากระหว่างพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคนี้ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์มีความหวังมากกว่า พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม จะพบว่า กลุ่มประชาชนที่ยังไม่เลือกพรรคใดและกำลังมองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่ามีจำนวนมากและน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศภายหลังการเลือกตั้งถ้าประชาชนเหล่านี้ออกไปใช้สิทธิของตนเอง
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ที่ชัดเจนที่สุดที่จะฟันธงได้และไม่น่าจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงนัก ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง คือ ประเทศไทยจะได้ “รัฐบาลผสม” โดยจะไม่เกิดรัฐบาลพรรคเดียวอย่างแน่นอน และพรรคการเมืองที่เนื้อหอมเป็นที่ต้องการจะเป็นพรรคการเมืองขนาดกลาง และขนาดเล็กที่จะถูกแย่งชิงกันอย่างดุเดือดเข้มข้นในเวทีของการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และการจัดการทรัพยากรของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้น การเมืองหลังเลือกตั้งก็จะยังคงเหมือนเดิม เราจะเห็นภาพเดิมๆ ของการวิ่งเต้นจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล การรับประทานอาหารที่โรงแรมหรูหราของพรรคการเมืองต่างๆ ตกลงกันในโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีของแต่ละพรรค ส่วนความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน ความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจและสิทธิต่างๆ ของประชาชนจะยังคงเหมือนเดิม
“ทางออก คือ ประชาชนทุกคนต้องออกมาเรียกร้องหา “การเปลี่ยนแปลง” จากพรรคการเมืองทุกพรรค อย่างน้อยสามประการ คือ ประการแรก พรรคการเมืองต้องทำให้ประชาชน “ไว้วางใจ” หรือ TRUST ว่า ประชาชนทุกคนจะได้รับความเป็นธรรมเหมือนกันในทุกๆ เรื่องของชีวิตอย่างทั่วถึง เช่น การช่วยเหลือจากรัฐบาลในยามเกิดภัยพิบัติ การครอบครองทรัพยากรทางธรรมชาติ ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน การทำมาหากิน การศึกษา และสุขภาพ ประการที่สอง ได้แก่ พรรคการเมืองต้องลดแรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของคณะบุคคลเฉพาะกลุ่ม และประการที่สาม ได้แก่ พรรคการเมืองต้องทำให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปตามกฎหมายในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมอย่างจริงจังต่อเนื่อง” ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าว



