
เอสแอนด์พีลดอันดับน่าเชื่อถือไทย
เอสแอนด์พี ลดอันดับความน่าเชื่อถือไทย ฟิตช์เล็งปรับลดด้วย ด้านเอดีบีคาดการณ์ศก.ไทยปีนี้แย่กว่าที่คาดจากความวุ่นวายทางการเมือง
(14เม.ย.) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยลงแล้ว หลังจากเหตุวุ่นวายทางการเมืองในกรุงเทพฯได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินบาทลงเป็นระดับ A- จากเดิม A และส่งสัญ ญาณด้วยว่าอาจมีการปรับลดอีก ส่วนอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิมที่ BBB+
นายคิม อึ้ง ถั่น นักวิเคราะห์ของเอสแอนด์พี บอกว่า การปรับลดอันดับครั้งนี้สะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองในไทยที่แย่ลง ทำลายความคาดหวังที่จะเห็นประเทศกลับคืนสู่เสถียรภาพได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนต้องมีภาระดอกเบี้ยสูงขึ้นในการกู้ยืมใดๆ
นอกจากนี้ เจมส์ แมคคอร์แมค นักวิเคราะห์ที่ประจำในฮ่องกงของบริษัทฟิตช์ เรตติงส์ บอกว่า มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นว่าบริษัทจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยด้วยเช่นกัน
ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ คาดการณ์ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองไทยอาจทำจีดีพีของประเทศหดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทรุดหนัก ขณะที่นักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ ก็ขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าเข้ามาลงทุนในไทย
โดยนายจอง วา ลี รักษาการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอดีบี กล่าวเรื่องนี้ระหว่างเยือนกรุงวอชิงตันของสหรัฐ เมื่อวานนี้ว่าหากไทยยังคงมีความไร้เสถียรภาพทางสังคม ก็อาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ลดลงไปอีก จากที่เอดีบีเคยคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจของไทยจะหดตัวติดลบมากกว่า 2 %
ปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยถูกกระหน่ำจากทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก และความวุ่นวายทางการเมืองภายใน
นายลีบอกด้วยว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของไทย รวมถึงการลงทุนด้านต่างๆ เนื่องจากนักธุรกิจขาดความเชื่อมั่นที่จะทุ่มเทเม็ดเงินเข้ามาลงทุนทำธุรกิจหรือการค้าในไทย
นายลี ยังแสดงความเสียใจที่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงใช้กำลังบังคับและใช้ความรุนแรง จนทำให้การประชุมผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)และประเทศคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศที่พัทยาต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งหากการประชุมดำเนินต่อไปจนจบตามกำหนดการเดิม อาจจะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเฉพาะกรณีกองทุนแนวคิดริเริ่มเชียงใหม่ ที่จะนำมารับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกขณะนี้ได้



