
ภารกิจยานเมสเซนเจอร์...เริ่มสำรวจดาวพุธ
องค์การนาซา ได้ส่งยานอวกาศจำนวนมากเดินทางไปยังจุดหมายต่างๆ ในสุริยจักรวาล และในกาแล็กซี ทางช้างเผือก รวมทั้งจักรวาลอันไกลโพ้น เพื่อศึกษาสภาพความเป็นไปของดาวต่างๆ ที่โคจรใกล้-ไกลจากโลกที่เราอยู่
การเดินทางของยานอวกาศเหล่านั้นไม่ได้ใช้เวลาเพียงสัปดาห์ หรือเดือน แต่จะว่ากันตั้งแต่ระดับ ปี ทศวรรษ จนถึงศตวรรษ
ยังมีใครจดจำได้บ้างว่าเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นาซาได้ส่งยานอวกาศ “เมสเซนเจอร์” (Messenger) ขึ้นจากโลกเดินทางไปยังอวกาศมุ่งหน้าสู่ดวงอาทิตย์เพื่อสำรวจ ถ่ายภาพ พื้นผิวดาวพุธ (Mercury) ดาวเคราะห์ดวงเล็กที่มีวงโคจรร้อนแรงที่สุดในสุริยจักรวาล เพราะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในจำนวนดาวเคราะห์บริวารแห่งดวงอาทิตย์ทั้งแปด (พุธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัส เสาร์ เนปจูน และพลูโต ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้นักดาราศาสตร์ระบุว่าพลูโต เป็นดาวเคราะห์น้อย จึงถอดฐานะออกจากการเป็นดาวเคราะห์บริวารดวงอาทิตย์)
ยิ่งอยู่ห่างไปจากดวงอาทิตย์มากเท่าใด อุณหภูมิบนพื้นผิวดวงดาวจะเย็นขึ้นๆ เพราะพลังงานแสดงจากดวงอาทิตย์ส่งไปถึงได้น้อย ผิดกับดาวพุธ ที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์เพียง 69 ล้านกิโลเมตร นั่นทำให้ดาวพุธ มีอะไรๆ แตกต่างไปจากโลกมากมายนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาวพุธมีสภาพพื้นผิวใกล้เคียงกับดวงจันทร์มาก มีพื้นผิวขรุขระเนื่องจากการพุ่งชนของอุกกาบาต ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวารรวมทั้งไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะสร้างชั้นบรรยากาศ ข้อแตกต่างประการเดียวระหว่างดวงจันทร์และดาวพุธคือ ดาวพุธมีแกนกลางเป็นเหล็กขนาดใหญ่ จึงทำให้เกิดสนามแม่เหล็กความเข้มประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของสนามแม่เหล็กโลกล้อมรอบดาวพุธไว้
ส่วนอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยของดาวพุธมีค่า 452 องศาเคลวิน แต่แปรผันระหว่างช่วงกลางวัน-กลางคืน (ส่วนที่หันหน้าเข้ารับแสง กับส่วนที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์) ระหว่าง 90-700 องศาเคลวิน เทียบกับโลกที่มีค่าแปรผันเพียง 11 เคลวิน
แสงอาทิตย์บนพื้นผิวดาวพุธมีความเข้มมากกว่าที่โลกราว 6.5 เท่า ความรับอาบรังสี (irradiance) โดยรวมมีค่า 9.13 kW/m?
อย่างไรก็ดี จากการศึกษาดาวพุธด้วยเรดาร์ บ่งชี้ว่าที่ขั้วเหนือของดาวพุธ มีน้ำแข็งอยู่ โดยนักวิทย์เชื่อว่าเป็นน้ำแข็งอยู่ที่ก้นหลุมอุกกาบาตบางหลุมที่อยู่ในหลืบมืดและไม่เคยถูกแสงอาทิตย์โดยตรงเลย
โดยในการสำรวจด้วยเรดาร์แสดงถึงการสะท้อนคลื่นเรดาร์ขนาดใหญ่บริเวณขั้วเหนือ นั่นหมายความได้ว่ามีน้ำแข็งจำนวนหนึ่งสถิตอยู่ ณ บริเวณนั้น เพราะน้ำแข็งเป็นสารที่สะท้อนคลื่นเรดาร์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยแห่งความ “ใกล้” แหล่งพลังงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดในสุริยจักรวาลเช่นนนั้น
เป็นข่าวดีของนักวิทยาศาสตร์แห่งนาซา และทั่วโลก เมื่อยานอวกาศ “เมสเซนเจอร์” ได้ส่งภาพถ่ายพื้นผิวดาวพุธกลับมายังโลก เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงหลุม บ่อ ที่เกิดจากอุกาบาตพุ่งชนพื้นผิวดาวพุธ ทำให้พื้นผิวดาวพุธซึ่งมีชั้นบรรยากาศเบาบาง ขรุขระเช่นเดียวกับดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลก
นอกจากนั้นการที่ดาวพุธมีขนาดเล็ก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 4,800 กิโลเมตร ยังทำให้ยานเมสเซนเจอร์สามารถโคจรได้ครบรอบในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง ทำให้การถ่ายภาพ วิเคราะห์สนามแม่เหล็ก การสำรวจพื้นผิว ทำแผ่นที่ดาวพุธ เป็นไปได้อย่างสะดวก
ยิ่งไปกว่านั้นยานเมสเซนเจอร์ยังได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ขนาดใหญ่ 2 แผงทำหน้าที่แปลงพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ที่อยู่ไม่ห่างไปนัก เป็นพลังงานไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบยิ่งทำให้ยานสามารถทำงานได้นานขึ้นอีกทางหนึ่ง
ภารกิจของยานเมสเซนเจอร์ยังเป็นการต่อยอดภารกิจของยานมารีเนอร์ 10 ที่ได้ไปสำรวจดาวพุธมาแล้วในช่วงปี 2517-2518 ที่ได้สำรวจพื้นผิวดาวพุธส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้ออกแบบโครงการเชื่อว่าจะมีพื้นผิวของดาวพุธ เล็ดลอดจากการสำรวจในครั้งนี้เพียง 5%
ถ้าลองจินตนาการดูว่ามนุษย์นำอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ไปติดตั้งบนพื้นผิวดาวพุธ และแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นคลื่นไมโครเวฟ ยิงตรงส่งกลับมายังโลก เข้าสู่โรงงานผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มเติมจากแนวคิดของญี่ปุ่นที่มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยแผงโซลาร์เซลล์ที่โคจรสถิตอยู่เหนือพื้นโลก และยิงคลื่นไมโครเวฟลงมายังโลกเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า จะได้ประโยชน์มากสักเพียงใด
แม้จะเป็นเพียงจินตนาการที่อาจจะในอีก100 ปีข้างหน้า จะมีคนมองเห็น และนำไปใช้ ดังเช่นที่จูลส์ เวิร์น จินตนาการถึงเรือดำน้ำเมื่อ 100 ปีที่แล้วก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์เรือดำน้ำขึ้นมาได้จริง
ถ้าถึงเวลานั้นลูกหลานของเราๆ ท่านๆ คงจะมีไฟฟ้าใช้โดยไม่ต้องพึ่งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่สร้างพิษร้ายให้แก่สิ่งแวดล้อมและมนุษย์ได้ร้ายแรงเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน



