
จับกระแสลงทุน"เชียงใหม่"ไทย-ต่างชาติพาเหรดผุดโครงการ
ปรากฏการณ์ของกระแสการลงทุนที่กลับมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่ปลายปี 2553 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2554 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หัวเมืองสำคัญของภาคเหนือ สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์กลางของภูมิภาคแห่งนี้ยังคงสถานะของการเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญของนักลงทุนทั้งชาวไทย หรือแม้แ
หลายปัจจัยเสริมดึงดูดทุน
ปัจจัยที่เสริมให้เชียงใหม่ยัง "เนื้อหอม" นอกจากอยู่ในทำเลที่ตั้งเหมาะสมเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือและภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) แล้ว ยังมีความได้เปรียบที่โครงสร้างพื้นฐานดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยรองจากกรุงเทพฯ โดยเฉพาะโครงข่ายเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อเมืองถึง 3 เครือข่าย คือ ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ถนนวงแหวนรอบกลาง และถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งทำหน้าที่รองรับการขยายตัวของเมือง
ขณะเดียวกันแม้ความเจริญใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จังหวัดเชียงใหม่คุณภาพชีวิตดีกว่าเพราะมีต้นทุนทางสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญทำให้ผู้คนต่างถิ่นหลั่งไหลเดินทางตั้งถิ่นฐานและลงทุน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่เสริมให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกจังหวัดเชียงใหม่ เช่น การมีมหาวิทยาลัยถึง 8 แห่ง มีนักเรียน นักศึกษารวมมากกว่า 4 แสนคน
การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและแหล่งพำนักระยะยาวของชาวต่างชาติ ทั้งยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ การเป็นศูนย์กลางสุขภาพ หรือฮับสุขภาพ ศูนย์กลางกีฬากอล์ฟ ฯลฯ จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาส่งผลให้เกิดการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง รวมทั้งการเก็งกำไรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
สำหรับทำเลทองที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด นอกจากถนนคันคลองชลประทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทำเลที่ตั้งโครงการเมกะโปรเจกท์ของภาครัฐ ทั้งโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี สวนราชพฤกษ์เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ตลาดกลางสินค้าเกษตร ฯลฯ ถนนวงแหวนรอบกลาง และถนนสายเชียงใหม่-แม่โจ้ ทำเลทองของหมู่บ้านจัดสรร ทำเลโซนฝั่งตะวันออกของเมืองบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง
ตั้งแต่สี่แยกศาลเด็กจนถึงสี่แยกดอนจั่น กลายเป็นทำเลทองที่นักลงทุนทั้งท้องถิ่น ชาวไทย และต่างชาติ เข้ามาจับจองมากที่สุด ส่งผลให้ในช่วง 1 -2 ปีที่ผ่านมาราคาที่ดินย่านดังกล่าวขยับขึ้นจากเดิม 10-30% โดยเฉพาะถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง มีราคาสูงกว่าตารางวาละ 3-5 หมื่นบาท จากการประเมินตั้งแต่ปี 2553-2554 คาดว่ามีเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่แล้วไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
"ผมเชื่อว่าด้วยศักยภาพและบรรยากาศที่เอื้อ ทำให้ทิศทางการลงทุนของเชียงใหม่นับตั้งแต่ปลายปี 2553 ต่อเนื่องมาถึงปี 2554 นี่คือภาพที่สะท้อนถึงบรรยากาศของการลงทุนที่เป็นไปอย่างสดใส" ณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนมุมมอง
สอดคล้องกับ วรวัชร ตันตรานนท์ กรรมการบริหารห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ตันตราภัณฑ์เชียงใหม่ ในฐานะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ที่แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าหลังจากรัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางอากาศ หรือฮับการบินในภูมิภาค ศูนย์การการบริการด้านสุขภาพ หรือฮับสุขภาพ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดประชุมสัมมนา เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นนครแห่งไมซ์ หรือไมซ์ ซิตี้ รวมทั้งปัจจัยเสริมภายนอก เช่น การเปิดใช้ถนนอาร์ 3 เอ เชื่อมระหว่างจีน-ลาว-ไทย ทำให้มีการขยับขยายการลงทุนออกนอกเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในโซนตะวันออก จะเห็นได้ว่าตลอดแนวถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง มีการลงทุนอย่างคึกคัก เมื่อเปรียบเทียบจากอดีตศูนย์กลางธุรกิจของจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในทำเลที่ตั้งตัวเมืองเป็นหลัก เช่น ถนนท่าแพ ถนนช้างม่อย และถนนช้างคลาน ฯลฯ
ทุนไทย-ต่างชาติพาเหรดลงทุน
สำหรับกลุ่มทุนที่พาเหรดเข้ามาลงทุนในจังหวัดเชียงใหม่ ไล่เรียงตั้งแต่กลุ่มทุนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ในนามบริษัท อีซีซี อินเตอร์เนชั่นแนลเรียลเอสเตท จำกัด หรือ "อีซีซี" ที่ใช้งบประมาณกว่า 2,900 ล้านบาท สร้างศูนย์การค้าภายใต้ชื่อว่า พรอมมาดานา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ (Promanada Chiang Mai) เป็นรีสอร์ทช็อปปิ้งมอลล์แห่งแรกของภูมิภาค ตั้งอยู่บนพื้นที่ 7.5 หมื่น ตร.ม. ใกล้แยกทางต่างระดับดอนจั่น ด้านหลังบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ต.ท่าศาลา อ.เมือง
นอกจากนี้ กลุ่ม "อีซีซี" ได้ร่วมทุนกับกลุ่ม "วี กรุ๊ป" ของ วัชระ ตันตรานนท์ สร้างแฟชั่นมอลล์ บนพื้นที่ 8 ไร่ ภายในโครงการเชียงใหม่บิสเนสพาร์ค ใช้งบประมาณราว 1,000 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารสูง 9 ชั้น รวมพื้นที่ขาย 2 หมื่น ตร.ม. เป็นศูนย์ค้าปลีกค้าส่งแฟชั่นเสื้อผ้า ฯลฯ รูปแบบเหมือนห้างแพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ย่านประตูน้ำ ในกรุงเทพฯ
ขณะเดียวกัน กลุ่ม "วี กรุ๊ป" ยังเข้าไปร่วมทุนกับกลุ่ม "อี้อู" นักลงทุนจีน ผู้บริหารโครงการตลาดขายสินค้าใหญ่ที่สุดในเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง วางแผนใช้พื้นที่ 40 ไร่ ในโครงการเชียงใหม่บิสเนสพาร์ค ใกล้ห้างคาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง เพื่อก่อสร้างโครงการตลาดขายส่งสินค้า เฟสแรกใช้พื้นที่ 20 ไร่ ก่อสร้างอาคาร 9 ชั้น มีพื้นที่ขายรวม 1 แสน ตร.ม. คาดใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มทุนส่วนกลางทั้งที่ลงทุนอยู่ในพื้นที่แล้ว เช่น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เตรียมสร้างคอนโดมิเนียมบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ริมทะเลสาบในโครงการสีวลี ด้านควอลิตี้ เฮ้าส์ เปิดตัวโครงการใหม่บริเวณถนนวงแหวนรอบกลาง 1 โปรเจกท์เน้นเจาะตลาดระดับบน และยังเตรียมสร้างคอมโดมิเนียมย่านถนนบำรุงราษฎร์ ต.วัดเกต อ.เมือง ขณะนี้อยู่ระหว่างทำอีไอเอ กลุ่มปาล์มสปริง ขยายพื้นที่โครงการ "เออบาน่า" เฟส 2 บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำพูน กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา เตรียมก่อสร้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ บนที่ดินกว่า 70 ไร่ บริเวณสี่แยกศาลเด็ก ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง คาดใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มทุนส่วนกลางรายใหม่ที่เข้ามา เช่น กลุ่มศุภาลัย เปิดตัวโครงการ "ศุภาลัย วิลล์ เชียงใหม่" ตั้งบนถนนวงแหวนรอบกลาง พื้นที่ประมาณ 53 ไร่ จำนวน 236 แปลง มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท และกลุ่มทุนส่วนกลางรายล่าสุด คือ กลุ่มบุญถาวร หลังซุ่มเงียบซื้อที่ดินย่านถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ใกล้โรงเรียนช่อฟ้าซินเซิง ก็มีแผนลงทุนสร้างศูนย์จำหน่ายสุขภัณฑ์และเครื่องครัวด้วย
ขณะเดียวกัน กลุ่มทุนในท้องถิ่น เช่น กลุ่มตระกูล "จิตรสกุล" ผู้บริหารโรงแรมเวียงอินทร์ จ.เชียงราย และโรงแรมเชียงใหม่ แกรนด์วิว ตั้งอยู่บนถนนซุปเปอร์ไอเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ใช้งบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท สร้างศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ แกรนด์วิว บนพื้นที่ด้านหลังโรงแรม กลุ่ม "เจี่ยท้งเฮง" ของตระกูล "เจียสาธิต" ลงทุนสร้างภัตตาคาร บนพื้นที่ 6 ไร่ บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง มูลค่าลงทุน 100 ล้านบาท กลุ่มบูรณุปกรณ์ สร้างหมู่บ้านจัดสรรย่านถนนเชียงใหม่-แม่โจ้ กลุ่ม "เออบาน่า" สร้างหมู่บ้านจัดสรร บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง กลุ่ม "ตนานุวัฒน์" ลงทุนขยายโครงการมีโชคพลาซา คอมมิวนิตี้ มอลล์ ที่ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกรวมโชค ถนนวงแหวนรอบกลาง ฯลฯ
นี่คือภาพของการลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นกับเชียงใหม่ในขณะนี้



