
ผู้รอดชีวิตกรุงชิงเผยนาทีระทึกรอดตาย
ชาวบ้านกรุงชิง เผยสุดระทึกหลังน้ำป่าไหลหลาก สุดดีใจหลังเฮลิคอปเตอร์อบินรับพาออกจากสถานการณ์วิกฤตช่วยชีวิตรอดตายจากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต บอกเสียงฟ้าคำรามฝนตกหนักแถมเสียงน้ำป่าทะลักทำขวัญหนีดีฝ่อไม่กล้าหลับตา ชาวบ้านอีกรายบอกเสียงเขาถล่มทำหนีตา
(1เม.ย.) นางเสาวคนธ์ จันทร์ศรี ชาวบ้านหมู่ที่7 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ด้วยการนำเฮลิคอปเตอร์ บินเข้าไปลำเลียงผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในหมู่บ้านหลังจากถูกน้ำป่าทะลักไหลเข้าท่วมบ้านเรือนจมและเสียหายอย่างหนัก เปิดเผยด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ ว่า รู้สึกดีใจอย่างมากที่เจ้าหน้าที่เดินทางเข้าไปรับ โดยเฉพาะเมื่อเห็นเฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือท้องฟ้า และหาพิกัดลงจอดเพื่อรับผู้ประสบภัย ซึ่งนาทีนั้นในใจมั่นใจว่ารอดตายแล้ว
นางเสาวคนธ์ เล่าต่อว่า ได้ติดค้างอยู่ในพื้นที่เป็นเวลา7วัน นับตั้งแต่มีฝนตกหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ได้พยายามประสานขอความช่วยเหลือจากสังคมภายนอก แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะอุปสรรคในเรื่องของสัญญาณสื่อสาร ค่อนข้างติดขัด และมีปัญหา โดยเฉพาะในช่วงหลังแทบจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารคนภายนอกได้เลย
“โชคดีที่มีลูกหลานศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จึงมีการประสานความช่วยเหลือผ่านอาจารย์และบุคลากรของสถาบันการศึกษาให้ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วย ด้วยการบอกเป้าหมายที่ชาวบ้านมารวมตัวซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีน้ำ ท่วม”นางเสาวคนธ์ เล่า
นางเสาวคนธ์ กล่าวต่อว่าชาวบ้านจำนวน69คน ได้มารวมตัวที่จุดซึ่งเป็นส่วนที่สูงสุดของหมู่บ้านซึ่งน้ำยังท่วมไม่ถึง และเป็นจุดเดียวที่เฮลิคอปเตอร์สามารถบินลงจอดได้ ส่วนบ้านเรือนหลังอื่นๆถูกน้ำท้วมจมมิดหลังคา และเสียหายเกือบทุกหลัง
“ชาวบ้านไชโยโห่ร้องและนำเสื้อผ้ามาโบกให้เฮลิคอปเตอร์เห็น เพื่อจะได้รีบลงมารับโดยพาะเด็กและคนแก่ที่ต้องพาออกไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยเพราะหลายวันที่ผ่านมาทำให้สภาพร่างกายของทุกคนอยู่ในสภาพอิดโดยและเต็มไปด้วยความเครียด กลัวและผวาอย่างมาก”น่างเสาวคนธ์ กล่าว
นางเสาวคนธ์ เล่าต่อว่า เสียงท้องฟ้าคำราแต่ละครั้งน่ากลัว ไม่แพ้กับสายฝนที่ตกชนิดใบหญ้าแทบโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ทั้งชีวิตไม่เคยพานพบมาก่อน อีกทั้งเสียงน้ำป่าที่ไหลหลากทำเอาขวัญและกำลังใจแตกกระเจิงชนิดไม่มีใครกล้าหลับตาลงตลอดหลายวันที่ผ่านมา และที่สำคัญต่างคนต่างกอดคอกันภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบัลดาลให้มีคนเข้ามาช่วยชีวิตให้ออกไปจากจุดวิกฤตให้ได้
“พูดไม่ออก บอกได้คำเดียวว่าดีใจที่ยังไม่ตายเพราะยังมีโอกาสได้เห็นหน้าลูก หลานที่เรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่คอยประสานหาคนมาช่วยเรา และทุกครั้งที่ติดต่อได้เขาบอกตลอดว่าอย่าตายนะ และออกมาให้ได้ ส่วนทรัพย์สินเสียหายเท่าไหร่ช่างมั่นเอาชีวิตรอดก่อน แล้วเราค่อยสร้างกันใหม่”นางเสาวคนธ์ เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นระรัว
นางวิภารัตน์ ศรีนุรักษ์ ชาวบ้านกรุงชิงที่อพยพครอบครัวมาได้อีกรายหนึ่ง ระบุว่า เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านตั้งอยู่ในหุบเขาที่ด้านหน้าและด้านหลังล้วนเป็นนภูเขาอยู่ล้อมรอบ ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินเสียงภูเขาลั่นดังสนั่นหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านรับทราบได้ทันทีว่าภูเขาได้ถล่มลงมาอย่างแน่นอน และก็เป็นจริงตามนั้นเพราะเวลาพลันเสียงภูเขาสงบลงไม่เกิน 5-10 นาทีน้ำและดินโคลนก็ไหลทะลักตรงเข้าสู่พื้นที่หมู่บ้านทันที ทำให้ชาวบ้านจึงได้พากันวิ่งหนีขึ้นบนที่สูง แต่ไม่วาจะวิ่งไปทางไหนทุกทิศทางมีแต่น้ำไหลทะลักลงมา
“โชคดีที่บ้านพี่อยู่บนสันเขาซึ่งทันที่เสียงเขาลั่นสั่นสะเทือนพี่ได้วิ่งออกมานอกบ้าน เห็นน้ำไหลลงเข้าสู่หม่บ้านอย่างแรง โดยมีชาวบ้านหลายคนวิ่งหนีกันจ้าละหวันพี่เลยตะโกนให้ทุกคนวิ่งมาที่บ้านพี่ก่อนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจังหวะนั้นเองน้ำได้ไหลเข้าซัดบ้านพี่สาวซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณ 10 เมตรจนมิดทั้งหลังไปต่อหน้าต่อตา”
นางวิภารัตน์ เล่าอีกว่า ในวันแรกที่น้ำทะลักท่วมนั้นทั้งไฟฟ้า น้ำประปาและสัญญาณการติดต่อสื่อสารทั้งหมดถูกตัดขาดทันทีทำให้ไม่สามารถติดต่อใครได้เลยทั้งคนในหมู่บ้านเดียวกันและหมู่บ้านใกล้เคียงแม้จะเป็นห่วงกันมากแต่ก็ไม่สามารถเดินทางไปหาได้เพราะเส้นทางถูกตัดขาดทั้งหมด
ทั้งนี้โชคดีอยู่บ้างที่บ้านของพี่ตั้งอยู่บนสันเขาจึงไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ทำให้สามารถใช้เป้นที่พักพิงให้กับชาวบ้านได้ โดยเท่าที่นับได้น่าจะมีชาวบ้านมาอยู่มากถึง 60 คน นอกจากนี้ก็ยังโชคดีอีกอย่าง คือ ได้มีการติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์อยู่ในพื้นที่ใกล้บ้านพอดี จึงทำให้พอที่จะติดต่อไปขอความช่วยเหลือจากคนภายนอกได้บ้างในวันแรกๆ แต่กว่าความช่วยเหลือจะมาถึงทุกคนต้องทนอยู่ในสภาพแทบสิ้นไร้ไม้ตอกนานถึง 7 วัน
“กลางคืนไม่มีไฟฟ้าใช้เราต้องร่วมกันก่อกองไฟเพื่อคลายน้ำ ขณะที่อาหารนั้นในช่วงแรกได้นำอาหารแห้งต่างๆที่พอจะหาได้มากองรวมกันเพื่อทำอาหารในคราวเดียวแจกจ่าย แต่พอผ่านไปนาน 3 วันอาหารแห้งก็เริ่มหมดเกลี้ยงเราต้องหาพืชผักที่พอจะหาได้ในพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึงมาปรุงอาหารแทนเพื่อประทังชีวิต ทั้ง ลูกมะละกอ มะเขือ ผักกาด จนหมดเกลี้ยงสวนแล้ว โชคดีที่เจ้าหน้าที่มาอพยพเราออกมาได้ทัน” นางวิภารัตน์ กล่าว



