
นักวิจารณ์ชี้ทหารกุมอำนาจในไทย
นักวิเคราะห์มองวิกฤติในไทย เป็นสิ่งตอกย้ำว่ากองทัพคือผู้กุมชะตากรรมและกุมอำนาจตัวจริง
(14เม.ย.) สำนักข่าว AFP รายงานอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์หลายคนว่า บทบาทของกองทัพไทยในฐานะผู้นำการบังคับใช้กฎหมาย ในการสลายการชุมนุมของพวกเสื้อแดงที่ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ได้ตอกย้ำบทบาทของเหล่านายพลในกองทัพ ว่าเป็นผู้กุมอำนาจ หรือ ผู้บงการตัวจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซียและพม่า พบว่าบรรดาผู้ปกครองพลเรือนหลายคน ต่างเรียนรู้บทเรียนที่ว่า การสวามิภักดิ์ต่อกองทัพสามารถบอกอนาคตของพวกเขาได้ว่า จะอยู่รอดหรือล่มสลาย
นักวิเคราะห์หลายคน ให้ความเห็นว่า สถาบันพลเรือนที่อ่อนแอ และสภานภาพของทหารในฐานะกองกำลังที่มีประสิทธิภาพและมีวินัยที่สุดในประเทศ มักจะก่อให้เกิดสภาพการณ์ที่ทำให้กองทัพต้องเข้าแทรกแซงอยู่เสมอ พวกผู้นำทางการเมืองมักพยายามจะเข้าหาทหารเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้ เร็กซ์ โรเบิลส์ ที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองในกรุงมะนิลาให้ความเห็นว่า ในแนวทางการเมืองที่ปฏิบัติกันอยู่นั้น ถ้าคุณอยู่ในอำนาจ คุณจะต้องมีกองทัพอยู่ข้างกาย เพื่อใช้เป็นอาวุธเล่นงานศัตรู ไม่ใช่ตัวเอง
โรเบิลส์ ซึ่งเป็นทหารที่มีแนวคิดปฏิรูป ที่เป็นผู้นำการต่อต้านอำนาจของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มาร์กอส ผู้นำเผด็จการ เมื่อปี 2529 กล่าวว่า การคอรัปชั่นและรัฐบาลที่ไม่เป็นที่ยอมรับ มักจะทำให้ทหารต้องเข้าไปจัดการ ซึ่งเหตุการณ์เมื่อปี 2529 ได้แสดงให้เห็นพลังประชาชน ที่ลุกฮือขึ้น และนำมาซึ่งการสิ้นสุด 20 ปี ของการปกครองของจอมเผด็จการมาร์กอส
จอห์น แฮร์ริมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ของมหาวิทยาลัย นานยาง เทคโนโลจิคัล ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า คนจะมองหาทหารในยามวิกฤติ เนื่องจากเป็นองค์กรที่ทรงประสิทธิภาพ มีวินัยและมีอาวุธ เมื่อทหารมองว่าผู้นำพลเรือนคอรัปชั่น ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ก็จะรู้สึกทันทีว่าถึงเวลาที่จะแทรกแซงเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สอดคล้องกับบทวิเคราะห์นี้ ประเทศไทยเผชิญการรัฐประหาร 18 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2475 และนับแต่นั้น กองทัพก็ไม่ยอมกลับไปอยู่ฉากหลังอีกเลย จากบทบาททางการเมืองล่าสุด กองทัพได้โค่นอำนาจพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 และยังทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยต่อไป จนกระทั่งการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ขณะนี้กองทัพ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ ภายใต้การประกาศพรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประสบความสำเร็จในการสลายการชุมนุมของพวกเสื้อแดง จากที่มั่นสุดท้ายบริเวณทำเนียบรัฐบาล
ที่ฟิลิปปินส์ แม้จะทหารจะบอกว่า จะกลับไปในที่ของตัวเอง แต่ยังมีความพยายามที่จะก่อรัฐประหารต่อต้านอดีตประธานาธิบดีคอราซอน อาควิโน่ ผู้สืบทอดตำแหน่งหลังจากมาร์กอสตกจากอำนาจ ซึ่งโชคดีที่รอดมาได้ เพราะความภักดีของเหล่าผู้บัญชาการทหารคนสำคัญ ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลในยุคนั้น รวมทั้ง ฟิเดล รามอส อดีตนายพลผู้เคยผ่านการฝึกมาจากสถาบันเวสต์ พอยต์ และที่เคียงข้างอาควิโน่ และต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีตามครรลองของประชาธิปไตย
อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสทราด้า ที่ต้องร่วงจากอำนาจกลางทาง ในระหว่างวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี เมื่อปี 2544 หลังจากกองทัพถอนการสนับสนุน เพราะข้อกล่าวหาคอรัปชั่นและไร้ความสามารถ
กองทัพยังคงเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามทางการเมืองในอินโดนีเซีย อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต ผู้เคยเป็นนายพลเก่า ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ในปี 2508 หลังก่อรัฐประหารโค่นอำนาจอดีตผู้นำชาตินิยม ซูการ์โน่ และปกครองด้วยระบอบกำปั้นเหล็ก จนกระทั่งถูกสถานการณ์บังคับเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ ให้ต้องอำลาตำแหน่งไปในปี 2541 ส่วนผู้คนปัจจุบัน คือ ประธานาธิบดีซูซิโล่ บัมบัง ยูโดโยโน่ ก็เป็นอดีตนายพล ผู้ได้รับเลือกตั้งมาตามครรลองประชาธิปไตย
พม่าเป็นประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของทหาร มาตั้งแต่ปี 2505 รัฐบาลทหารปัจจุบันก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2531 หลังใช้กำลังเข้าบดขยี้ผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย มีการจัดการเลือกตั้งจัดขึ้นในปี 2533 แต่รัฐบาลทหารก็ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของนางอองซาน ซูจี ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย และนางซูจีต้องใช้เวลา 13 ปี จากทั้งหมด 19 ปีที่ผ่านมา ถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพัก
นักวิเคราะห์ ระบุว่า จะเป็นการยากที่จะเก็บกองทัพเอาไว้แต่ภายในบังเกอร์ เนื่องจากพวกเขาได้ลิ้มลองความหอมหวานของอำนาจไปแล้ว ซึ่งหมายถึงเจ้านายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงในรัฐบาลพลเรือน เพื่อตอบแทนความภักดีของพวกเขา



