ข่าว

ระทึกเด็ก11ขวบฝ่าโคลนช่วยน้อง2ขวบ

ระทึกเด็ก11ขวบฝ่าโคลนช่วยน้อง2ขวบ

01 เม.ย. 2554

อุทกภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องชาวใต้อย่างแสนสาหัส ซึ่งนอกจากมหันตภัยที่มากับกระแสน้ำและคลื่นยักษ์จากทะเลแล้ว ภัยเงียบที่มาจาก "ดินโคลนถล่ม" บนเทือกเขาสูงก็สร้างความเสียหายได้อย่างสาหัสไม่แพ้กัน

 บ่ายวันที่ 30 มีนาคม คนไทยทั้งประเทศต้องช็อกกับความเสียหายจากดินโคลนถล่มฝังบ้านประชาชนนับพันครัวเรือนในพื้นที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ ซึ่งพบศพผู้สูญเสียเบื้องต้น 5 ศพ แต่ยังมีผู้สูญหายอีกนับร้อยที่ยังไม่ทราบชะตากรรม!!

 ด.ช.จักรกฤษ ชูศรี อายุ 11 ขวบ หรือ "น้องบอล" นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านถ้ำโกบ ต.หน้าเขา ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านต้นหาร หมู่ 7 ที่ประสบภัยรุนแรงที่สุด คือ ตัวอย่างของความสูญเสียที่ดีที่สุด เพราะเขาต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ รวมทั้งน้องสาวที่ยังตามหาไม่พบอีก 1 คน

 น้องบอล เล่าว่า เวลาประมาณ 10.00 น . วันที่ 29 มีนาคม ที่บ้านของเขาซึ่งอาศัยกันอยู่รวม 5 คน คือ พ่อแม่ เขา น้องสาว และน้องชายคนเล็กอายุ 2 ขวบเศษกำลังนั่งพักผ่อนอย่างมีความสุขอยู่ภายในบ้าน

 "จู่ๆ พ่อก็ตะโกนขึ้นว่าน้ำป่ามาแล้ว จากนั้นทุกคนต่างพากันวิ่งหนีสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็หนีไม่ทัน เพราะน้ำป่าพร้อมดินโคลนสีแดงไหลลงมาอย่างรวดเร็วมาก จนซัดผมและน้องชายล้มลง ส่วนพ่อแม่และน้องสาวอีกคนไม่รู้ว่าหายไปไหน พอผมลุกขึ้นได้ก็เห็นน้องชายถูกน้ำป่าและดินโคลนซัดมาติดท่อนไม้ โดยมีกิ่งไม้ขนาดเล็กหนีบติดไว้ ผมจึงเดินฝ่าแรงน้ำและดินโคลนเข้าไปช่วยน้องชาย จากนั้นก็อุ้มน้องชายเดินฝ่าออกมาจนปลอดภัย ก่อนที่จะมีคนช่วยนำตัวส่งรักษาตัวที่ รพ.เขาพนม"

 น้องบอล เล่าอีกว่า ช่วงที่ถูกน้ำป่าซัดนั้นทำให้เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา แผ่นหลัง และใบหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรอยถลอกจากซากท่อนไม้ที่ถูกซัดลงมาตามน้ำ ขณะที่น้องชายศีรษะแตก มีแผลที่มือซ้าย ใบหน้า และที่บริเวณต้นขาขวา แต่ตอนนี้อาการปลอดภัยแล้ว

 “ถ้าวันนั้น ผมมีอาการตกใจมากจนตั้งสติไม่ได้ ผมและน้องชายคงเอาชีวิตไม่รอด และตัวของน้องชายก็ถือว่าโชคดีมากที่ไม่โดนท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งเข้าชน และไม่โดนน้ำป่าที่ไหลหลากมากับดินโคลนซัดจมหายไป” น้องบอล กล่าว

 อย่างไรก็ตาม ภาพที่พ่อแม่และน้องสาวถูกน้ำซัดหายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย คงเป็นภาพความสูญเสียที่จะติดตาเขาไปตลอดชีวิต โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้แน่ชัดว่า ในใจของน้องบอลในวันนี้มีความทุกข์จากการคิดถึงครอบครัวที่จากไปแค่ไหน

 ด้าน นายวาส ปานพนม อายุ 61 ปี ชาวบ้านผู้ประสบเหตุดินโคลนถล่มในพื้นที่หมู่ 7 บ้านต้นหาร ต.หน้าเขา เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดดินโคลนถล่มอย่างรุนแรงว่า เกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันนานถึง 6-7 วัน แต่ที่ตกหนักจริงๆ คือ 2-3 วันก่อนเกิดเหตุ

 กระทั่งมาถึงวันเกิดเหตุ คือวันที่ 29 มีนาคม ในเวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งตอนนั้นยังมีแค่น้ำท่วมสูง ไม่มีโคลนถล่ม หรือก้อนหิน และท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งถล่มลงมา

 "จากนั้นเวลาประมาณ 13.00 น. ก็มีเสียงคล้ายระเบิดบนภูเขาดังขึ้นติดๆ กัน 2-3 ครั้ง จากนั้นก็มีทั้งน้ำ โคลน ก้อนหิน และต้นไม้ขนาดใหญ่พัดลงมาจากภูเขาอย่างเร็วมากจนตั้งตัวไม่ทัน ทั้งกระแสน้ำและสิ่งของที่พัดพาลงมารุนแรงมากจนไม่มีใครสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ความแรงของน้ำพัดบ้านทั้งหมู่บ้านหายไปกับโคลนที่ถล่มลงมา สวนยางพาราก็เสียหายอย่างหนักจนจมลงไปอยู่ใต้โคลน ส่วนผมและชาวบ้านบางส่วนที่หนีมาได้ก็พากันวิ่งไปอยู่ในที่ปลอดภัย และรอดมาได้หวุดหวิด"

 นายวาส เล่าว่า หลังจากนั้นระบบการสื่อสารทั้งหมดก็ไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้คนภายนอกไม่รู้ว่าดินถล่มอย่างรุนแรงที่หมู่บ้าน ส่วนเขาและชาวบ้านคนอื่นต่างพากันเดินเท้าจากหมู่บ้านไปขอความช่วยเหลือที่ อบต.หน้าเขา

 อย่างไรก็ตาม ในวันแรกที่เกิดเหตุ คือวันที่ 29 มีนาคม ยังไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือได้ เนื่องจากกระแสน้ำยังแรงมาก ชาวบ้านที่เหลือจึงขาดการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

 ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม ทหารรวมทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย จึงสามารถเข้าไปช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกมาได้ แต่การช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะถนนถูกตัดขาด และระดับของโคลนที่สูงมาก ขณะที่ฝนก็ยังตกอยู่ตลอดเวลา

 สำหรับสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดในเบื้องต้น คือการซ่อมเส้นทางเข้าหมู่บ้าน และการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ชาวบ้านได้ใช้โดยเร็ว รวมทั้งระบบการติดต่อสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ โทรทัศน์ และวิทยุ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้ติดตามข่าวสารสถานการณ์ และความช่วยเหลือต่างๆ

 "เหตุโคลนถล่มครั้งนี้ร้ายแรงมาก ตั้งแต่ผมเกิดมามา 61 ปี ยังไม่เคยพบเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต ที่สำคัญมันยังทำลายสวนยางพาราของพวกผมไปจนหมด และยังไม่รู้ว่าจะทำมาหากินกันอย่างไรต่อ" นายวาสกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

  นางสมคิด ทองเนียม อายุ 35 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสูญเสียที่เด่นชัดที่สุด เพราะเธอต้องสูญเสียทั้งพ่อตา แม่ยาย น้องสาว น้องเขย และน้องชายของน้องสะใภ้ รวมทั้งสวนยางพาราอีก 30 ไร่ ซึ่งมีอายุครบ 7 ปี และกำลังจะกรีดได้เป็นครั้งแรก

 "ตอนนั้นน้ำมาแรงมากจนทำอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งวิ่งไปบอกชาวบ้านคนอื่น สิ่งที่ทำได้ คือ ให้สามีเอาลูกทั้งสามคนมาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อหาที่ปลอดภัยหลบโคลนถล่มที่พัดเอามาทั้งน้ำ ต้นไม้ และก้อนหินขนาดใหญ่พัดพาบ้านเรือนไปทั้งหลัง"

 นางสมคิด บอกว่า แม้จะทุกข์ใจมากที่ต้องเสียสวนยางพารา แต่เมื่อยังมีที่ดินเหลืออยู่ก็ยังเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ได้ แต่สำหรับการสูญเสียผู้ที่เป็นที่รักในครอบครัวนั้นไม่มีวันที่จะหวนกลับมาได้ ซึ่งเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นที่ประสบความสูญเสียไม่ต่างกัน

 นางวรรณา พุฒศรี อายุ 42 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 ผู้ประสบเหตุอีกราย เล่านาทีชีวิตว่า ก่อนเกิดเหตุมีเสียงดังเปรี้ยงๆ ครืนๆ คล้ายเสียงระเบิด พอหันไปดูบนภูเขาก็เห็นสายน้ำโคลนสีแดงขุ่นไหลลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับซัดต้นไม้และท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งตามลงมาด้วย

 "กระแสและท่อนซุงขนาดใหญ่พัดเอาบ้านเรือนพังหายไปต่อหน้าต่อตา โชคดีที่จุดที่น้ำโคลนไหลลงมาห่างจากบ้านไปประมาณ 100 เมตร ฉันพร้อมลูกและสามีจึงพากันวิ่งหนีขึ้นไปบนเนินสูงใกล้ๆ บ้านเพื่อเอาชีวิตรอด และเห็นชาวบ้านหลายคนที่วิ่งหนีไม่ทันถูกน้ำซัดพาจมหายไป บางคนก็เกาะต้นไม้ไว้แน่น และวันนั้นเพื่อนบ้านของฉันก็คลอดลูกท่ามกลางน้ำป่าด้วย"

 นางวรรณา เล่าอีกว่า โชคดีที่เมื่อกระแสน้ำเริ่มซาลงได้มีเจ้าหน้าที่ และชาวบ้านคนอื่นพาตัวหญิงสาวคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลเขาพนมได้ทัน ทำให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก

 ผู้รอดชีวิตคนเดิมบอกว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน และโชคดีที่เธอและญาติคนอื่นๆ เชื่อฟังการแจ้งเตือนภัยของเจ้าหน้าที่ จึงอพยพย้ายออกไปอยู่ที่ปลอดภัยได้ทัน ส่วนสภาพจิตใจก็เริ่มดีขึ้นระดับหนึ่ง แม้จะยังหวาดผวาอยู่บ้างก็ตาม

 นายบุตร กรมทำมา อายุ 83 ปี เล่าว่า เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ จ.อุดรธานี และย้ายมาสร้างครอบครัวที่หมู่ 7 ต.หน้าเขา เมื่อปี 2547 ซึ่งตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างนี้มาก่อนเลย

 "บ้านของผมไม่ได้รับความเสียหาย แต่บ้านของลูกที่อยู่บนที่ราบเชิงเขาถูกน้ำพัดไปทั้งหลัง ตอนก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงคล้ายระเบิดบนภูเขา จากนั้นน้ำป่าสีแดงขุ่นก็ไหลลงมาพร้อมท่อนซุงขนาดใหญ่ กระแทกจนบ้านเรือนพังราบไปหมด ภาพที่เห็นทำให้ผมรู้สึกกลัวมาก และกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย แต่พอทราบว่าลูกปลอดภัยแล้วจึงค่อยหมดห่วง" นายบุตรกล่าว

 นางมณี สุดจันทร์ อายุ 54 ปี ชาวบ้านหมู่ 2 บ้านบางส่าน ต.หน้าเขา เล่าว่า แม้บ้านของเธอไม่ได้รับความเสียหายจากโคลนถล่ม แต่เจอน้ำท่วมสูงถึงเอว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านหมู่ 7 พอทราบข่าวก็รู้สึกตกใจมาก เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน

 "คืนนั้นนอนไม่หลับเลย เพราะตอนที่ดินถล่มได้ยินเสียงดังมาก จึงกลัวว่าจะมีน้ำป่าไหลลงมาอีก ส่วนตัวแล้วอยู่ที่นี่มา 10 กว่าปีก็ยังไม่เคยพบเจอภัยธรรมชาติร้ายแรงแบบนี้มาก่อน พอเจอกับตัวเองแล้วรู้สึกว่าน่ากลัวมาก" นางมณีกล่าวทิ้งท้าย


สิทธิชัย สิขวัตร