
การเมืองใหม่พม่ากับความคาดหวังรางเลือน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หนังสือพิมพ์ฉบับวันพฤหัสบดี (31 มี.ค.) ในเมืองย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงพม่า ขายหมดเกลี้ยงแผง สะท้อนว่าประชาชนชาวพม่าให้ความสนใจติดตามข่าวการเข้าสู่ยุครัฐบาลพลเรือน
ภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่ พล.โท.เต็ง เส่ง โดยไม่มีสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (เอสพีดีซี) องค์กรปกครองที่อยู่คู่พม่ามานานกว่า 20 ปีอีกต่อไป และสิ้นสุดการปกครองโดยกองทัพที่ดำรงมานานครึ่งศตวรรษ
แต่นายโกแนง ผู้จัดการบริษัทรายหนึ่งในย่างกุ้ง กล่าวว่า รัฐสภาใหม่ของพม่าที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไปก็จริง แต่พวกเขาไม่มีความคาดหวังอะไรมากมายนัก และไม่คิดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในประเทศนี้ นอกจากนายพลเปลี่ยนเครื่องแบบ
การถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลทหารเต็มรูปแบบเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สู่รัฐบาลพลเรือนแบบลูกผสมในสายตาของประชาคมโลก เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยแบบมีวินัยของพม่า กระบวนการที่ได้รับการออกแบบโดยผู้นำกองทัพนี้ ลากยาวหลายปี และเต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ ปริศนา และข้อถกเถียง จนทำให้เกิดแนวคิดต่อพม่าสองแนวทาง
กลุ่มแรก ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกส่วนใหญ่ ตลอดจนกลุ่มล็อบบี้ของชาวพม่าพลัดถิ่นและนางออง ซาน ซูจี ที่ฟันธงว่า ระบบการเมืองใหม่ เป็นแค่การสืบต่ออำนาจของผู้นำหน้าเดิมแต่วิธีการใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นที่มาของรัฐบาลใหม่ชุดนี้ และกฎหมายที่ใช้เป็นกรอบจัดการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์เมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรับประกันว่า แกนกลางอำนาจจะยังอยู่ในเมืองของกองทัพต่อไป และให้กลุ่มที่ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีปากเสียงแบบจำกัด
ส่วนอีกกลุ่มมองว่า แม้รัฐบาลทหารชุดเก่าได้ทำทุกวิถีทาง เพื่อรับประกันชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไปแบบถล่มทลายให้แก่พรรคตัวแทน "ยูเอสดีพี" ก็ตาม แต่ด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงในพม่าเกิดขึ้นแล้ว เช่น กลุ่มวิกฤติการณ์ระหว่างประเทศ มองว่า การที่นายพลตัน ฉ่วย วัย 78 ปี ถ่ายโอนอำนาจให้แก่นายทหารรุ่นใหม่ ถือเป็นโอกาสหนึ่งที่อาจได้เห็นทิศทางอนาคตพม่าเปลี่ยนไป ชาติตะวันตกจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับรัฐบาลใหม่พม่ามากกว่าเดิม และแสดงใหเห็นว่าพวกเขาพร้อมจะปรับนโยบายต่อพม่า
รัฐบาลใหม่ของพม่า ประกอบด้วย นายทหารในกองทัพ 3 คน รัฐมนตรีที่มาจากกองทัพ 23 คน และเป็นพลเรือนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเพียง 4 คน พล.ท.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีคนใหม่พม่า ถูกมองว่าเป็นผู้ที่ภักดียิ่งต่อนายพลตัน ฉ่วย หรืออาจอนุมานได้ว่าพล.ท.เต็ง เส่งคือคนที่นายพลตัน ฉ่วยได้เลือกมานั่งเก้าอี้นี้กับมือตั้งแต่แรก
ส่วนรองประธานาธิบดี 2 คน ได้แก่ นายทิน อ่อง มินต์ โอ รองประธานาธิบดีคนที่ 1 เป็นอดีตนายทหาร และรองประธานาธิบดีคนที่ 2 นายสาย หมอก คำ เป็นแพทย์พลเรือนจากกลุ่มชาติพันธุ์ฉาน
รัฐสภาใหม่ อยู่ใต้การครอบงำของยูเอสดีพี ซึ่งกวาดที่นั่งถึง 80% อีก 25% ถูกกันไว้สำหรับกองทัพ และภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2551 รัฐสภาพม่าจะจัดประชุมในกรุงเนปิดอว์แบบปิด ประชาชนทั่วไป นักการทูตและผู้สื่อข่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสังเกตการณ์การทำงาน ส.ส.ไม่ได้รับอนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายภาพหรือคอมพิวเตอร์เข้าไปห้องประชุม ทั้งยังจะต้องยื่นกระทู้ถามล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน
นับจากเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 31 มกราคม การประชุมแต่ละครั้ง ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ผลสำเร็จที่ได้ดูเหมือนเป็นการรับรองรัฐมนตรีใหม่ และผ่านงบประมาณปี 2554-2555 ซึ่งถูกจัดสรรให้แก่กองทัพ 25% และ 1% เท่านั้นสำหรับการสาธารณสุข
นายดีเร็ค ทอนคิน ประธานกลุ่มเน็ตเวิร์ก เมียนมาร์ มีสำนักงานในอังกฤษ กล่าวว่า สภาผู้แทนราษฎรพม่าจะอภิปรายกันอย่างดุเดือดเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ในอนาคต เราอาจหวังได้บ้าง แต่คงต้องใช้เวลาหลายปี แต่สภาระดับภูมิภาคของพม่า อาจได้เห็นภาพที่ต่างออกไป เพราะพรรคยูเอสดีพีกวาดที่นั่งได้มากก็จริง แต่ก็ไม่ได้กุมข้างมากในสภาท้องถิ่นส่วนใหญ่ จึงทำให้อย่างน้อย พรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์พม่า น่าจะได้มีปากมีเสียงในกิจการของตัวเองบ้าง
อีกคำถามสำคัญคือ บทบาทในอนาคตของพล.อ.อาวุโสตัน ฉ่วย
ส่วนใหญ่มองว่า บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของพม่า ไม่น่าจะวางมือจากอำนาจทั้งหมดไปง่ายๆ และน่าจะยังมีอิทธิพลอยู่หลังฉากต่อไปอีกระยะ
นายวิน มิน นักวิชาการด้านพม่าในสหรัฐ กล่าวว่า โดยโครงสร้าง นายพลตัน ฉ่วย น่าจะเกษียณตัวเองจากกองทัพ แต่ก็ได้เตรียมการมาระยะหนึ่งแล้วเรื่องที่จะย้ายบ้านออกจากเขตทหาร ไปอยู่บ้านใหม่พร้อมออฟฟิศเล็กๆ ที่ใกล้พอจะเรียกประธานาธิบดี ประธานสภา ประธานพรรคและผู้บัญชาการเหล่าทัพมารับคำสั่งได้ทุกเมื่อ
แต่นายวิน มิน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากสุขภาพของนายพลตัน ฉ่วย ทรุดลงอย่างกะทันทัน การเปลี่ยนแปลงอาจระเบิดเร็วขึ้นก็เป็นได้
รายงานหลายกระแสจากกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงพม่า ให้สัญญาณหลายอย่างที่ชี้ว่า แผนการเกษียณของตัน ฉ่วย ไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด นายทหารระดับสูงจำนวนหนึ่งที่พลาดตำแหน่งสำคัญๆ ในระบบใหม่ อาจมีความไม่พอใจนัก ซึ่งแง่หนึ่ง ชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานในพม่า เพราะภายใต้ระบบเก่า อำนาจถูกรวมศูนย์ไว้ในมือของเหล่านายพล โดยมีนายพลตัน ฉ่วย นั่งอยู่บนสุดของสายการบังคับบัญชา
แต่ระบบใหม่ในปัจจุบัน อำนาจถูกแบ่งแยกออกไปจากศูนย์กลาง และอาจมีการแข่งขันกันโดยนัย โดยมีทั้งอดีตนายทหารที่เป็นผู้นำรัฐบาลใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล บ้างนั่งเก้าอี้ในรัฐสภา และที่เหลือยังอยู่ในกองทัพ
ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลใหม่ของพม่าจะถูกตัดสินที่การกระทำและผลงาน ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งอนาคตจะต้องดูกันต่อไปว่า รัฐบาลใหม่ของพม่าจะเดินในทิศทางใด กลุ่มวิกฤติการณ์ระหว่างประเทศระบุว่า หากรัฐบาลใหม่ได้ข้อสรุปว่าการทูตและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก ไม่มีผลต่อพม่า ก็จะไม่มีความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้ประชาชนชาวพม่าถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างรัฐบาลที่ล้มเหลว กับนโยบายแซงชั่นที่ล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ลงท้าย ชาวพม่าก็จะอยู่ในสภาพเดิมภายใต้ระบบการเมืองใหม่แต่ผู้นำแบบเก่า



