ข่าว

การบริหารความเสี่ยง ในสภาวะ“วิกฤติ”(1)

การบริหารความเสี่ยง ในสภาวะ“วิกฤติ”(1)

01 เม.ย. 2554

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมพยายามทำ “หน้าที่ทางจริยธรรม” เป็นเสมือน “สุนัขเฝ้าบ้าน" เพื่อเตือนสติสังคมไทยให้รับรู้และเตรียมการที่จะรับมือกับสภาวะ “วิกฤติ" ในทุกด้าน และคงต้องยอมรับนะครับว่า “วิกฤติ" อันเกิดจาก “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ"

  ได้กระหน่ำมาแบบไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัวและถี่ยิ่งขึ้น เราคงยังสะเทือนใจกับคลื่นยักษ์ “สึนามิ" และ “แผ่นดินไหว" ที่ “ญี่ปุ่น" รวมทั้งการระเบิดของ “เตาปฏิกรณ์ปรมาณู” โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “ฟูกูชิมะ” เป็นผลให้ “สารกัมมันตรังสี" ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ

 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็เกิด “แผ่นดินไหว” ขนาด 6.7 ริกเตอร์ ขึ้นอีกครั้งใน “พม่า" ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายและสูญหายมิใช่น้อย ผลจากแผ่นดินไหวในครานี้ ทำให้โบราณสถานที่สำคัญหลายแห่งของไทย เช่น “พระธาตุเชียงแสน" ที่ “เชียงราย" บางส่วนเสียหายพังทลายลงมา รวมถึง “พระธาตุแช่แห้ง" และ “วิหารหลวง" ที่ “น่าน” ก็มีรอยร้าว มิหนำซ้ำยังเกิด “แผ่นดินไหว" ที่ “ลาว” ขนาด 4.8 ริกเตอร์  ขึ้นอีกระลอก รวมทั้งเกิด “อาฟเตอร์ช็อก" ตามมาอีกนับร้อยครั้ง 

 ข่าวคราวเกี่ยวกับ “แผ่นดินไหว" ไม่ทันจางหายก็เกิด “พายุฝน” และ “น้ำท่วมฉับพลัน" ขึ้นอีก โดยมีพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัด 63 อำเภอ บริเวณภาคใต้ตอนล่าง ดังนั้นเมื่อตกอยู่ในสภาวะ “วิกฤติ” เช่นนี้ คงต้องถามกลับแบบตรงๆ เพื่อเตือนสติกันว่า นับแต่นี้สังคมไทยจะต้องเตรียมตัวเตรียมการอย่างไร เพื่อรับมือกับ “ภัยพิบัติ” ต่างๆ

 จะว่ากันไปแล้ว นี่เป็นเพียงแค่ภัยที่เกิดจากธรรมชาติเท่านั้นนะครับ ไม่นับภัยที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น “วิกฤติ” ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค “ตะวันออกกลาง” และ “แอฟริกาเหนือ” ที่ผมเรียกว่าปรากฏการณ์ “ARAB-UPRISINGS” ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ “วิกฤติ" ต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

 นี่ยังไม่นับรวม “วิกฤติ” ทางเศรษฐกิจใน “อเมริกา" อันเกิดจาก “อสังหาริมทรัพย์ที่ด้อยค่า” ที่เรียกกันว่าวิกฤติ “ซับไพรม์" ยังเป็นปัญหาแก้กันไม่ตก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดสภาวะ “เศรษฐกิจโลกถดถอย” และเกิดสภาวะ “เงินเฟ้อ” อย่างรุนแรง เพราะรัฐบาล “อเมริกัน" ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ ตามสไตล์ชาติ “อภิมหาอำนาจ” โดยการพิมพ์ “แบงก์ดอลลาร์" หลายแสนล้านเหรียญอัดฉีดเข้าไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจทั้งระบบมิให้ล้มครืนลงมา และยังไม่นับรวมถึง “วิกฤติการณ์ทางการเงิน" ในกลุ่มประเทศ “อียู” ที่หลายประเทศตกอยู่ในสภาวะล้มละลาย เพราะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินตัว

 รวมทั้ง “วิกฤติ" ทางการเมืองในประเทศ ที่หลายฝ่ายยังสนุกอยู่กับการเล่น “กีฬาสี” วันดีคืนดีอาจจะมีการบุก “ทำเนียบฯ" หรือยึด “เพลินจิต" อาจปิด “อนุสาวรีย์ชัยฯ" และลามไปถึง “สนามบินสุวรรณภูมิ" กันอีกครั้ง ก็มีความเป็นไปได้สูงครับ และยังมีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการเสียชีวิตเป็นรายวัน ตลอดจนเหตุการณ์ขัดแย้งกับแนวชายแดน “เขมร" โดยเฉพาะบริเวณ “เขาพระวิหาร" และพื้นที่ทับซ้อน 4.2 ตารางกิโลเมตร อีกทั้งมีความพยายามที่จะนำเอาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศมาเป็นเงื่อนไขผูกพ่วงไปกับการเมืองระหว่างประเทศ เป็นผลให้เกิดความวุ่นวายถึงขั้นใช้กำลังอาวุธมาเข่นฆ่าทำลายล้างกันอย่างที่ได้รับรู้รับทราบกันอยู่  

 นอกจากนั้น อีกไม่นานถ้าหากไม่มี “อุบัติเหตุทางการเมือง" ก็คงจะมี “การเลือกตั้ง" ครั้งใหญ่ ก็จะส่งผลให้สังคมไทยสับสนวุ่นวายอีกรอบ เพราะพฤติกรรมของบรรดากลุ่มผลประโยชน์ที่แฝงตัวไปในคราบนักการเมืองที่มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

 ในสภาวะ “วิกฤติ" ที่รุมเร้ารอบด้านเช่นนี้ มีคำถามง่ายๆ ที่ท้าทายมากครับว่า สังคมไทยจะบริหารจัดการกับ “วิกฤติ" อย่างไร และจะหาทางออกในสภาวะ “วิกฤติ” เมื่อเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายแบบสุดๆ กันอย่างไรครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์