ข่าว

เรื่องสมมติ

เรื่องสมมติ

01 เม.ย. 2554

หลายครั้งกับการที่ได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ และหลายครั้งกับการเดินทางจากประเทศหนึ่งต่อเนื่องไปยังอีกประเทศหนึ่งหรือหลายๆ ประเทศ ทำให้ผมพบสัจธรรมประการหนึ่งว่า แท้จริงแล้ว สิ่งต่างๆ ในโลกนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เราสมมติขึ้นทั้งนั้น

 การสมมตินั้น เริ่มตั้งแต่เรื่องของเวลาที่ต้องคอยหมุนเข็มนาฬิกาของตัวเองให้ตรงกับเวลาในประเทศนั้นๆ เรื่องของเงินตราที่ต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงเรื่องความแตกต่างทางภาษา ศาสนา ลัทธิการเมืองขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม

 เรื่องสมมติและความแตกต่างนั้น มักก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ นานา โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยึดมั่นในเรื่องสมมติของตนเอง โดยไม่ยอมรับเรื่องสมมติของคนอื่น จนมีคำพูดประโยคหนึ่งว่า "In Rome be a Roman" ซึ่งตรงกับสุภาษิตไทยว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” อันเป็นเครื่องเตือนสติว่า หากเราไปอยู่บ้านไหนเมืองไหนก็ต้องทำตัวเช่นเดียวกับคนบ้านนั้นเมืองนั้น ไม่ทำอะไรที่ผิดแผกแตกต่างออกไป ไม่ว่าจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความดึงดื้อถือทิฐิ

 ผมเคยลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าเราเดินทางไปไหน โดยไม่ต้องมีนาฬิกาข้อมือ ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องพูดอะไรกับใคร หากเป็นประเทศที่ชาวเมืองมีหน้าตาใกล้เคียงกัน เราก็อาจจะสมมติตัวเองให้เป็นพลเมืองของเมืองนั้นได้โดยไม่ยาก แต่หากเดินทางไปประเทศที่ไกลๆ ต่อให้พูดภาษาของประเทศนั้นได้ หรือทำตัวให้เหมือนคนของประเทศนั้นก็คงยากที่จะทำให้ใครเชื่อได้ว่าเราเป็นคนชาตินั้น ดังนั้น ความน่าเชื่อถือจึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งของการสมมติ

 สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งของการเดินทาง ก็คือได้ตระหนักในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เป็นเรื่องสมมติ และไม่ลุ่มหลงไปกับสิ่งที่ผ่านมาหรือผ่านไป เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปไกลแค่ไหน จะพูดจาภาษาอะไร จะกินข้าวปลาอาหารชนิดไหน หรือใช้เงินสกุลอะไร ลงท้ายแล้ว เราก็ต้องกลับคืนมายังบ้านเกิดเมืองนอน พูดภาษาของปู่ย่าตายาย และกินอาหารประจำชาติของเรา มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นไปจนตาย ซึ่งถึงอย่างนั้นก็เป็นได้แค่สิ่งสมมติของบ้านนั้นเมืองนั้น หาใช่เนื้อแท้หรือของจริงแต่อย่างใด

 อย่างไรก็ตาม คนเรามิได้มีเรื่องสมมติเพียงแค่การเดินทางเท่านั้น เพราะในชีวิตจริงของคนเราย่อมต้องพบกับเรื่องสมมติต่าง ๆ นานา มากมาย บางคนถูกสมมติให้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี แล้วก็หลงติดอยู่ในสิ่งสมมติ เวลาที่มีอำนาจวาสนาก็แผลงฤทธิ์แผลงเดช เมื่อสิ้นบุญญาบารมีก็ยังนึกว่าตนเองยังมีฤทธิ์เดชอยู่ ซึ่งคนที่ติดยึดในสิ่งสมมติเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง

 อีกมิช้ามินานนี้ เมืองไทยก็น่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ และหลายคนที่ถูกสมมติให้มีตำแหน่งโน้นตำแหน่งนี้ในเวลานี้ ก็คงจะคืนสู่ความเป็นจริงของตน บางคนอาจจะผ่านการเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้ง แต่บางคนก็อาจจะไม่ผ่านการเลือกตั้ง และหลุดลอยจากตำแหน่งแห่งที่ ดังสำนวนกำลังภายในที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ดังนั้น การรู้จักตนเอง รู้จักสิ่งที่เป็นความจริงแท้ และรู้จักสิ่งที่เป็นเรื่องสมมติ จึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง

 และเมื่อรู้จักความจริงและสิ่งสมมติแล้ว ก็ควรที่จะก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสงบและสง่างาม ไม่มีการทิ้งทวน หรือทิ่มแทงทวนใส่ผู้อื่น เพื่อที่จะได้รับเสียงสรรเสริญในโลกแห่งความจริงตลอดไป

 แต่ก็นั่นแหละครับ คนเรามักจะหลงใหลในสิ่งสมมติ และเอาตัวเองออกมาจากเรื่องสมมติไม่ได้ ซึ่งลงท้ายแล้ว คนคนนั้นก็จะเป็นได้แค่ของสมมติ ที่ไม่ใช่ของจริง และไมมีวันที่จะได้รับการยอมรับนับถือในโลกของความเป็นจริงหรอกครับ